การเลือกที่นอน

การเลือกที่นอน

เรื่องของที่นอน เป็นเรื่องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะคนเราใช้เวลากับการนอนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง หรือคิดเป็นเวลา 1 ใน 3 ของชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของ อาการปวดหลัง ปวดคอ หรือนอนไม่หลับ จนเกิดอาการเรื้อรัง หรือบางคนถึงกับกระดูกสันหลังมีปัญหาระยะยาวก็มีให้เห็นมาแล้ว สาเหตุเหล่านี้อาจเกิดจากที่นอนที่เราใช้นอนอยู่ทุกคืนก็เป็นได้ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเลือกที่นอนที่สามารถสร้างทั้งความสบาย รองรับสรีระที่เหมาะสม เป็นมิตรต่อกระดูกสันหลังและสุขภาพของเรา แต่ที่นอนแบบไหนดีที่จะสามารถตอบโจทย์การนอนของคุณได้ เรามีคำแนะนำใน การเลือกที่นอน มาบอก

รู้จักที่นอนแต่ละแบบ

1-ที่นอนสปริง 
ที่นอนสปริง มีความยืดหยุ่นสูง ยุบตัวคืนตัวได้ดี ให้ความรู้สึกนุ่มเด้ง โดยลักษณะเหล่านีเกิดขึ้นจากสปริงที่อยู่ภายในที่นอน ซึ่งที่นอนสปริงมีด้วยกันหลายประเภทแบ่งตามรูปแบบดังนี้

ข้อดีของที่นอนสปริง

  • มีความยืดหยุ่นสูง รองรับน้ำหนักได้ดี
  • น้ำหนักเบา ทำความสะอาดสะดวกสบาย
  • ราคาไม่สูง

ข้อเสียของที่นอนสปริง

  • หากใช้ไปในระยะเวลานานจะเกิดการยุบตัวของสปริง ทำให้เกิดเสียงดังรบกวนเวลานอน

2-ที่นอนแบบฟองน้ำ(FOAM)
ทำมาจากฟองน้ำที่อัดแน่นมาเป็นพิเศษ ทำให้ที่นอนมีความแน่น แต่ยังสามารถยืดหยุ่น รองรับสรีระได้ดี ไม่ยุบตัว ลดอาการปวดหลัง มีด้วยกันหลายประเภท

ข้อดีของที่นอนฟองน้ำ

  • เนื้อสัมผัสของที่นอนแน่นพอดี ไม่นิ่มจนเกินไปเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบนอนที่นอนนิ่ม
  • ราคาไม่สูง
  • มีน้ำหนักที่เบาทำความสะอาดง่าย

ข้อเสียของที่นอนฟองน้ำ

  • หากเปียกน้ำ ที่นอนจะดูดซึมน้ำเร็ว อาจก่อให้เกิดความชื้นได้
  • เมื่อใช้ไปในระยะเวลานาน ที่นอนจะยุบตัว ส่งผลให้มีโอกาสปวดหลังตามมาได้

3-ที่นอนแบบยางพารา(LATEX)
มีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดหลัง รองรับการเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้เพราะไม่เก็บความชื้นและฝุ่น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ   ยางพาราแบบทั่วไป (Natural Latex) และ ที่นอนยางพาราแท้ 100% (Authentic Natural Latex)

ข้อดีของที่นอนยางพารา

  • ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง
  • รับแรงกดทับได้มาก
  • ระบายอากาศได้ดี ไม่เก็บกักความชื้นและฝุ่น
  • กระจายน้ำหนักทุกส่วนของที่นอน ส่งผลให้รองรับสรีระของผู้นอนได้ดี

ข้อเสียของที่นอนยางพารา

  • มีน้ำหนักมาก ส่งผลให้ดูแลความสะอาดลำบาก เช่น ยกที่นอนเพื่อเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เป็นต้น
  • ขณะใช้ใหม่กลิ่นยางของที่นอนค่อนข้างแรง
  • ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับที่นอนประเภทอื่น

วิธี การเลือกที่นอน

1. เลือกขนาดที่นอน (ตามขนาดลำตัว)

ที่นอนขนาด Single Size

Single Size คือที่นอนขนาด 3 ฟุต (กว้าง 105 เซนติเมตร ยาว 198 เซนติเมตร) เหมาะสำหรับคนนอนแค่คนเดียว เนื่องจากความกว้างมีไม่มากพอ สำหรับการนอนสองคน

ที่นอนขนาด Queen Size

Queen Size คือที่นอนขนาด 5 ฟุต (กว้าง 150 เซนติเมตร ยาว 198 เซนติเมตร) เหมาะสำหรับการนอน 1-2 คน

ที่นอนขนาด King Size 

King Size คือที่นอนขนาด 6 ฟุต (กว้าง 180 เซนติเมตร ยาว 198 เซนติเมตร) สามารถนอนได้ 2-3 คน

2. เลือกที่นอนกับขนาดของห้อง

การเลือกขนาดของที่นอนควรเลือกให้สัมพันธ์กับขนาดข้องห้อง เช่น หากคุณอาศัยในคอนโดขนาดเล็ก การเลือกใช้ที่นอนขนาด King Size อาจเป็นการใช้พื้นที่มากเกินไป จนเบียดเบียนเฟอร์นิเจอร์อย่างอื่น เช่น โต๊ะทำงาน, ตู้เสื้อผ้า

ถ้าหากอาศัยอยู่คนเดียวหรือมีห้องนอนหลักเพียงห้องเดียวอาจใช้เป็นที่นอน Single Size เพื่อความเหมาะสมกว่า

3. เลือกที่นอนให้เหมาะกับวัย

ผู้สูงอายุ

ที่นอนสูงอายุ ควรเลือกฟูกที่ค่อนข้างแข็งและหนา โดยความสูงของที่นอนไม่ควรสูงเกินไป ทั้งนี้การเลือกที่นอนสำหรับผู้สูงอายุ ควรเลือกที่นอนที่มีความกว้างมากพอให้พลิกตัวได้ อย่างที่นอนขนาด Queen Size ขึ้นไป

เด็กอ่อน

ที่นอนที่เหมาะสำหรับเด็กอ่อน ควรเป็นที่นอนเด็กอ่อนโดยเฉพาะ ต้องที่กั้นเพื่อป้องกันเด็กตก แต่ทั้งนี้ที่กั้นไม่ควรมีช่องว่างเนื่องจากมีโอกาสที่ศีรษะของเด็กจะเข้าไปติดในช่องว่างได้

4. เลือกที่นอนจากน้ำหนัก

ที่นอนที่ดีไม่ควรนิ่มและแข็งจนเกินไป แต่ควรจะเลือกที่นอนจากน้ำหนักตัวผู้ใช้งาน โดยการเลือกที่นอนจากน้ำหนักสามารถช่วยลดอาการปวดหลังได้ เช่น คนที่มีน้ำหนักมาก รูปร่างใหญ่ จะเหมาะกับที่นอนที่มีความหนาแน่นสูง เพื่อรองรับน้ำหนัก ป้องกันการยุบตัวของที่นอน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลัง

5. เลือกจากค่าความหนาแน่น

สำหรับค่าความหนาแน่นของที่นอน (Density) จะเกี่ยวข้องต่อกับการรับน้ำหนักของผู้ใช้ ยิ่งค่าความหนาแน่นมากจะสามารถรับน้ำหนักได้มาก ซึ่งค่าความหนาแน่นจะเริ่มต้นตั้งแต่ 70-110 KG/m3

6. เลือกจากการใช้งาน

การใช้งานในที่นี้จะให้ความสำคัญที่จำนวนผู้นอน หากบ้านไหนที่นอนด้วยกันหลายคนบนที่นอนอันเดียว ควรหลีกเลี่ยงการใช้ที่นอนแบบสปริง มาใช้ที่นอนยางพาราแทน เพื่อลดการเกิดเสียงเวลาพลิกตัว อันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่รบกวนการนอนหลับของคนข้างๆ


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลระบบย่อยอาหาร ให้ดีนั้นจะมีผลดีกับร่างกายอย่างมาก

ระบบย่อยอาหาร มีหน้าที่เปลี่ยนอาหารที่บริโภคเข้าไปให้กลายเป็นพลังงาน เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ รวมทั้งขับกากอาหารหรือของเสียออกนอกร่างกายผ่านทางทวารหนัก โดยอวัยวะในระบบย่อยอาหารประกอบด้วยปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ระบบย่อยอาหารถือเป็นอีกระบบที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะเป็นระบบที่จะนำสารอาหารจากอาหารที่เรารับประทานเข้า ไปเลี้ยงยังอวัยวะต่างๆในร่างกายให้แข็งแรง หากระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติแล้วจะส่งผลโดยรวมต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และยังผลโดยตรงต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย ดังนั้น การดูแลระบบย่อยอาหาร ให้ทำงานได้เป็นปกติ นั้นไม่ใช้เรื่องยาก แค่คุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม

อวัยวะอะไรบ้างที่อยู่ในระบบย่อยอาหาร?

โดยทั่วไปทางเดินอาหารของมนุษย์จะมีความยาวประมาณ 7 เมตรครึ่ง หรือ 25 ฟุต ประกอบด้วยอวัยวะมากมายที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีอวัยวะดังนี้

1-ปาก

ปากคือด่านแรกของระบบย่อยอาหาร เพราะเมื่อเราหยิบอาหารเข้าปาก อวัยวะภายในช่องปาก ก็จะเริ่มช่วยกันย่อยอาหารทันที

2-คอหอย 

เป็นท่ออยู่หลังหลอดลม และปาก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอาหาร จากปากไปยังหลอดอาหาร ตรงส่วนนี้จะไม่มีการย่อยใดๆ เกิดขึ้น

3-หลอดอาหาร

เป็นกล้ามเนื้อเรียบอยู่ต่อจากคอหอย มีความยาวประมาณ 23-25 เซนติเมตร ทำหน้าที่คอยรับอาหารจากคอหอย และส่งต่อไปยังกระเพาะอาหาร

4-กระเพาะอาหาร

 มีลักษณะเป็นถุงใหญ่ มีขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่หากทานอาหารเข้าไปจะสามารถขยายตัวได้ถึง 10-40 เท่า โดยภายในกระเพาะอาหาร จะมีลักษณะเป็นลูกคลื่น และใช้วิธีบีบตัวเพื่อทำให้อาหารคลุกเคล้ากับน้ำย่อย ที่ผลิตออกมาช่วยย่อยอาหาร ก่อนจะส่งผ่านอาหารต่อไปยังลำไส้เล็ก

5-ลำไส้เล็ก

ลำไส้เล็กเป็นอวัยวะสำคัญของระบบย่อยอาหาร เพราะอาหารส่วนใหญ่จะถูกย่อย และดูดซึมในลำไส้เล็ก ดังนั้น ผนังของลำไส้จึงมีลักษณะขรุขระเป็นปุ่มๆ ไม่เรียบ เรียกว่า “วิลลัส” (Villus) มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ ที่ยื่นออกมาจากผนังลำไส้เล็ก หรือเรียกว่า “ปุ่มซึม” มีประมาณ 5 ล้านอัน ทำหน้าที่เพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมอาหาร ภายในปุ่มมีเส้นเลือดฝอยมากมาย เพื่อรับอาหารที่ถูกย่อยแล้วดูดซึมเข้ามา

6-ลำไส้ใหญ่

เป็นหนึ่งในอวัยวะของระบบย่อยอาหาร แต่ไม่ได้มีหน้าที่ย่อยอาหาร เพราะลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่เก็บกากอาหาร ดูดซึมน้ำให้ออกจากกากอาหาร เหลือของเหลวไว้ประมาณ 150 มิลลิลิตร ส่วนที่เหลือจะถ่ายออกไปเป็นอุจจาระ โดยกากอาหารจะอยู่ในลำไส้ใหญ่นาน 12-24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ลำไส้ใหญ่ยังมีหน้าที่ดูดน้ำตาลกลูโคส ที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ให้ดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด

7-ลำไส้ตรง

เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการเปิดปิดของทวารหนัก ทำหน้าที่เก็บกากอาหาร บริเวณนี้จะอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ และเซลลูโลส

8-ทวารหนัก

อวัยวะส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ เป็นช่องแคบ ๆ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ทำหน้าที่ขับถ่ายอุจจาระ ภายในประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบ และกล้ามเนื้อหูรูด 2 แห่ง คือ หูรูดภายใน (Internal Sphincter) และหูรูดภายนอก (External Sphincter) ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อลาย ทำหน้าที่ปิดกักกากอาหารไว้ เมื่อต้องการขับถ่ายกากอาหารหูรูดเหล่านี้ก็จะหย่อนยอมให้กากอาหารผ่านออกไปได้

นอกจากออวัยวะดังกล่าวแล้ว ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน ก็ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารด้วย

เราจะเห็นได้ว่าในระบบย่อยอาหารของคนเรานั้น เกียวข้องกับอวัยวะหลากหลายส่วน ซึงการมองข้าม และขาดการดูแลระบบย่อยอาหาร จะกระทบ กับร่างกายของเราได้อย่างมาก

การดูแลระบบย่อยอาหาร ที่ดีควรทำอย่างไร ?

รับประทานอาหารให้เป็นเวลา

การรับประทานอาหารให้เป็นเวลาทั้งสามมื้อ จะช่วยรักษาระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ หากเรารับประธานอาหารไม่เป็นเวลาจนน้ำย่อยหลั่งออกมา แต่ไม่มีอาหารอยู่ในกระเพราะ น้ำย่อยที่หลั่งออกมา จะย่อยกระเพราะอาหารแทนอาหาร อาจทำให้เกิดแผลในกระเพราะอาหาร หรืออาจทำให้เกิดโรคกระเพราะ ตามมาในอนาคต และนอกจากนี้การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา จะทำให้ระบบย่อยอาหารไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากน้ำย่อยไม่ได้หลั่งออกมา ในเวลาที่มีอาหารอยู่ อาจทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย หรือกรดไหลย้อนตามมา

รับประทานอาหารให้หลากหลาย

การรับประทานอาหารให้หลากหลาย จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น เพราะอวัยวะต่างๆ ในระบบย่อยอาหาร มีหน้าที่ในการย่อยอาหารแต่ละประเภท ที่แต่ต่างกันไปเช่น กระเพราะอาหารจะทำการย่อยโปรตีน ส่วนลำไส้เล็กจะทำการย่อยน้ำตาล เป็นต้น ดังนั้นการรับประทานอาหารที่หลากหลาย จะช่วยให้อวัยวะต่างๆ ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ

รับประทานอาหารที่สะอาด และย่อยง่าย

การรับประทานอาหารที่สะอาด และถูกหลักอนามัย จะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ในระบบย่อยอาหารไม่ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นโรคร้ายแรงอีกหนึ่งโรค การรับประทานอาหารควรเลือกที่ปราศจากสารเคมีตกค้าง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร การรับประทานอาหารควรเลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ความสะอาดของภาชนะ บรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่ร่างกายของเรา ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญในการป้องกันโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือได้รับสารพิษจากระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี อีกอย่างหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยง คือการรับประทานอาหารรสจัด จะส่งผลเสียโดยตรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหารได้เช่นกัน

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกาย และการพักผ่อนอย่างเหมาะสม และเพียงพอจะช่วยให้ระบบทุกส่วนของร่างกายทำงานเป็นปกติ ดังนั้นนอกจากการรับประทานอาหารแล้ว สองสิ่งนี้ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลระบบย่อยอาหารไม่แพ้กัน

ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด 

พราะถ้าเครียดจะทำให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ลำไส้หดตัวมากกว่าปกติ

จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าระบบย่อยอาหารนั้นมีความสำคัญ กับร่างกายนี้เป็นอย่างมากมาย ใครที่ต้องการร่างกายที่ดี และสุขภาพที่ก็ไม่อาจจะละเลยการดูแลระบบย่อยอาหารของเราได้


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลรักษาตา ให้วิสัยทัศน์ของดวงตาคมชัด อยู่คู่กับอวัยวะส่วนอื่นๆได้ตลอดไป

ดวงตาของคนเรามีความละเอียดอ่อน และต้องการดูแลเป็นพิเศษ ด้วยปัญหาเกี่ยวกับดวงตาสามารถป้องกันได้ไม่ยาก หากคุณมีนิสัยการดูแลสุขภาพที่ดี และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน น่าแปลกใจว่าวิธีการดูแลก็สามารถทำได้ง่ายๆ แต่ผู้คนมักมองข้ามความสำคัญของดวงตาไป จึงทำให้ละเลยและไม่ใส่ใจดูแลดวงตาเท่าที่ควร ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้นบวกกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ทำให้ดวงตาเหนื่อยล้า และเสื่อมก่อนวัยได้ง่าย เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพดวงตา และให้วิสัยทัศน์ของดวงตาคมชัด อยู่คู่กับอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ตลอดไป นี่คือวิธีใน การดูแลรักษาตา ของคุณในทุกวัน ที่ควรทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน

สุขภาพดวงตาที่ดีเริ่มจากอาหารที่เรารับประทาน การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ลูทีน ซิงค์ วิตามินซี วิตามินอี จะช่วยชะลอ หรือลดการเกิดโรคทางสายตา เช่น โรคจอตาเสื่อม (Macular Degeneration) และโรคต้อกระจก (Cataracts)  แหล่งสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น

ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ  

ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง

ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์

ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว

หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก

ธัญพืช

ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท

ใช้อุปกรณ์กันแดดเพื่อป้องกันอันตรายจากแสง UV

การสัมผัสกับแสงแดด และรังสียูวี จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสื่อมสภาพของดวงตา อาจทำให้กระจกตาได้รับอันตรายจากแสงแดด และรังสียูวี ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน ควรสวมแว่นตากันแดดเพื่อปกป้องดวงตา หรือหากไม่สะดวก ควรสวมหมวกปีกกว้าง หรือร่ม เพื่อช่วยบดบังแสงแดด ที่อาจรบกวนสุขภาพของดวงตา

หลีกเลี่ยง หรือดื่มแอลกอฮอล์อย่างจำกัด

ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ในแต่ละวันควรอยู่ในระดับที่พอดี เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางสายตาอย่างโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (Age-Related Macular Degeneration: AMD) และปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ให้น้อยลง โดยทั่วไป ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เกิน 14 หน่วยมาตรฐานต่อสัปดาห์ และควรกระจายการดื่มออกเป็นหลาย ๆ วัน หรืออาจลองงดดื่มแอลกอฮอล์ลงบางวัน

ดื่มน้ำ

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย รวมทั้งดวงตา หากคุณดื่มน้ำมากเพียงพอในแต่ละวัน ก็จะช่วยให้ดวงตาชุ่มชื่น และเป็นการป้องกันดวงตาไม่ให้แห้ง และลดระคายเคืองในระหว่างวันได้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา

หากคุณมีนิสัยชอบขยี้ตา ควรเลิกพฤติกรรมนี้ เพราะมือเมื่อสัมผัสกับสิ่งต่างๆ แล้ว ก็จะมีสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และเชื้อโรคจำนวนมากติดอยู่ที่มือ เมื่อนำมาขยี้ตา หรือสัมผัสโดนตา อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือติดเชื้อได้

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เป็นผลเสียต่อดวงตา และสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ โรคต้อกระจก อาจทำลายเส้นประสาทตา จนสามารถทำให้ตาบอดได้ในอนาคต

ดูแลระยะห่างของจอคอมพิวเตอร์

จอคอมพิวเตอร์ควรวางตำแหน่งที่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศา การวางจอคอมพิวเตอร์ในระยะที่เหมาะสม ให้ห่างจากสายตาประมาณ 25 นิ้ว จะช่วยลดความเครียดของดวงตา นอกจากนี้ควรดูแลเรื่องแสงสว่างให้เพียงพอ ไม่สว่าง หรือมืดจนเกินไป เพราะอาจทำให้ดวงตาอ่อนล้าง่าย และเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับดวงตามากยิ่งขึ้น

พักสายตาจากหน้าจอ

การมองจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการตาล้า ตามัว ตาแห้ง ปวดศีรษะ มีปัญหาในการปรับโฟกัสให้มองเห็น ไปจนถึงรู้สึกปวดบริเวณคอ ไหล่ หรือหลัง เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอาการตาแห้ง ควรกระพริบตา หรือพักสายตาชั่วครู่ จากหน้าจอทุกๆ 20 นาที เป็นเวลา 20 วินาที โดยให้มองออกไปไกลประมาณ 20 ฟุต และมีการขยับเคลื่อนไหวร่างกายทุกๆ 2 ชั่วโมง อาจเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันบ่อยๆ เช่นลุกเดิน และไม่ควรนั่งแช่หน้าจอตลอดทั้งวัน รวมไปถึงปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือถืออุปกรณ์ เพื่อให่อยู่ในท่าที่ถูกต้อง

ป้องกันดวงตาเมื่อต้องทำกิจกรรม หรืองานที่มีความเสี่ยง

กีฬา หรืองานบางประเภท มีความเสี่ยงทำให้ดวงตาได้รับอันตราย เช่น การบาดเจ็บที่ดวงตาจากการเล่นกีฬา การทำงานในโรงงานและสถานที่ก่อสร้าง หรืองานซ่อมแซมบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างการตอกตะปู ใช้สเปรย์ การเชื่อม ก็สามารถเกิดอุบัติเหตุกับดวงตาได้ ดังนั้น การสวมแว่นตา หรืออุปกรณ์ป้องกัน ที่ออกแบบมาเพื่อกิจกรรมเหล่านั้น จะลดอันตรายที่เกิดกับดวงตาให้น้อยลง ซึ่งเลนส์แว่นตาส่วนใหญ่จะทำมาจากโพลีคาร์บอเนต มีความเหนียว และแข็งแรงมากกว่าพลาสติกทั่วไปถึง 10 เท่า อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา

วิตามิน และเกลือแร่สำคัญที่ช่วยบำรุงสายตา

การได้รับวิตามิน และเกลือแร่อย่างครบถ้วน จะช่วยให้การทำงานของดวงตาเป็นไปตามปกติ และช่วยป้องกันการเกิดโรคของดวงตา แต่ด้วยวิถีการใช้ชีวิตเร่งรีบ ในสังคมปัจจุบัน ส่งผลให้การรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ในแต่ละวันร่างกายได้รับวิตามิน และเกลือแร่ไม่เพียงพอ รวมไปถึงมีการใช้สายตาอย่างผิดวิธี โดยเฉพาะพฤติกรรมการทำงาน และการใช้ชีวิตที่มักจะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตลอดทั้งวัน จึงควรมีการบริโภควิตามิน และเกลือแร่ที่มีความสำคัญต่อดวงตาเข้าไปเพิ่มเติม

ตรวจตาเป็นประจำ

การเข้ารับการตรวจตา พร้อมกับวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคทางดวงตา เพราะโรคบางโรคไม่สามารถสังเกต หรือบอกได้ในช่วงแรก เช่น โรคต้อกระจก โรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ โรคเบาหวานขึ้นตา การตรวจตา และวัดสายตาจึงเป็นวิธีเดียวที่ช่วยค้นหาโรคบางโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้สูง

การดูแลรักษาตา แม้จะดูเป็นเรื่องง่าย แต่กับยังมีผู้ป่วยทางสายตาอีกมากมาย เพื่อสุขภาพที่ดู เราควรเริ่มหันมาดูแลดวงตาของเราทันที

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลร่างกาย และอวัยวะภายในให้มีความสมบูรณ์ แข็งแรง

ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับคนเรา มีสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งมาจากร่างกาย และจิตใจเสียสมดุล โดยมีปัจจัยจากสภาพแวดล้อม มลพิษ สารเคมี ฝุ่นละออง และเชื้อโรค รวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่มีความเร่งรีบ แข่งขัน ทำให้เกิดผลต่อจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือซึมเศร้า แม้ว่าธรรมชาติร่างกายของเราจะมีกลไกในการป้องกัน และรักษาตนเองจากการเจ็บป่วยได้ แต่การรักษาสมดุลของทั้งร่างกาย และจิตใจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดใน การดูแลร่างกาย ทั้งช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้เซลล์ และอวัยวะภายในร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เป็น การดูแลร่างกาย ที่เหมือนจะทำได้ง่าย แต่ความเป็นจริงสำหรับบางคนทำได้ยากอย่างยิ่งด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป แต่ถึงยังไงควรจะนอนหลับให้ได้ประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน หากพักผ่อนน้อยติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาเช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ฯลฯ อีกทั้งยังส่งผลให้สมรรถภาพในการใช้ชีวิตประจำวันลดลงด้วย 

หมั่นออกกำลังกาย

การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอนั้น ก็ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่มีเวลาน้อย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งจ๊อกกิ้งเบา ๆ เต้นแอโรบิก หรือทำงานบ้านก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายเหมือนกัน โดยต้องเลือกประเภทกิจกรรมให้เหมาะสมกับร่างกาย

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และจำเป็นต่อร่างกาย

การรับประทานอาหารที่ดีต่อร่างกาย เป็นหนึ่งในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น เหมือนคำขวัญที่ว่า กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ควรทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานผักผลไม้เป็นประจำ เพราะจะช่วยเข้าไปบำรุงรักษาร่างกายจากภายใน ต้องท่องเอาไว้ว่า กินอะไรก็ได้แบบนั้นแหละจ้า 

ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว

ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ อีกทั้งน้ำเปล่าถือว่าเป็นน้ำที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด เพราะช่วยในการทำหน้าที่ของระบบต่างๆ ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย และยังเป็นวิธีดูแลสุขภาพที่ทำได้ง่าย ควรค่อยๆ จิบระหว่างวันดีกว่าดื่มเยอะๆ รวดเดียว เพราะอาจจะทำให้ร่างกายรับน้ำมากเกินความจำเป็น สูตรคำนวณว่าควรดื่มน้ำปริมาณเท่าไหร่ ถึงจะพอต่อร่างกาย มีดังนี้ (น้ำหนักตัว x 2.2 x 30 ) หาร 2 เช่น น้ำหนักตัว 50 จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 1.7 หมายถึง คุณต้องดื่มน้ำ 1.7 ลิตรต่อวันหรือประมาณ 8-9 แก้วนั่นเอง 

ล้างมือบ่อย ๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ 

การล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง เป็นสิ่งจำเป็น ทางที่ดีควรพกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หรือทิชชู่เปียก เป็นการป้องกันเชื้อโรค ที่เรามองไม่เห็น แต่การล้างมือด้วยสบู่ล้างมือนั้น เป็นหนทางการป้องกันเชื้อโรคที่ดีที่สุด ควรล้างมือให้ครบ 7 ขั้นตอน รับรองว่าสะอาดปลอดภัยแน่นอน หรือว่าหากมีแอลกอฮอล์ ก็ควรแบ่งใส่ขวดเล็กพกติดกระเป๋าเอาไว้

หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด 

การไปสถานที่แออัด จะง่ายต่อการติดต่อ หรือแพร่เชื้อโรคได้ง่ายมากๆ เพราะเราไม่รู้เลยว่าแต่ละคนป่วย หรือมีโรคประจำตัวอะไรอยู่บ้าง บางคนไอจามแบบไม่ปิดปาก ทำให้เชื้อไวรัส เชื้อโรค ที่เรามองไม่เห็นอาจจะมาเข้าตัวเราได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงไปตามที่แออัด หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา 

เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรง 

โดยการฝึกทักษะที่ช่วยการผ่อนคลาย ดูแลจิตใจเพื่อรับมือกับความเครียดอย่างสม่ำเสมอ อยู่ให้ห่างจากเรื่องเครียด หรือหยุดคิดเรื่องเครียดต่างๆ หากิจกรรมสร้างสรรค์ทำ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง เล่นกีฬา ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว

งดบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด

ของมึนเมาต่าง ๆ อย่างสุรา เหล้า เบียร์ ไม่ควรดื่มทั้งสิ้น หรือการสูบบุหรี่ก็เช่นกัน ควรเลิกอย่างเด็ดขาด หากคิดที่จะมีสุขภาพที่ดี สิ่งของมึนเมาเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายเลย แถมยังมีโรคร้ายต่างๆ ที่จะมาเป็นตัวแถมอีกด้วย จะเห็นได้ว่าไม่มีผลดีเลยซักนิด

ทานอาหารเสริม

ขึ้นอยู่แต่ละบุคคนเลย อาจเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพ อาจจะทานอาหารเสริมพวกวิตามินบี วิตามินซี จะช่วยเข้าไปซ่อมแซม และบำรุงภายในร่างกายของเรา แต่จะหวังให้ร่างกายแข็งแรงเพราะทานอาหารเสริมเหล่านี้คงไม่ได้ หากไม่นอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน 

คอยสังเกตดูแลเอาใจใส่ตัวเองทั้งร่างกาย และจิตใจ

ว่าอยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ ทำอะไรเกิน หรือขาดไปบ้าง ให้ฟังเสียงของร่างกาย และจิตใจ อย่าได้ละเลยสิ่งเล็กๆ น้อยที่ร่างกายบอกเรา เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรปรับตัวเองเพื่อให้ร่างกาย และจิตใจอยู่ในสภาวะสมดุลอย่างไร

ตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ

เป็นการยืนยันว่าการดูแลสุขภาพของเรานั้นได้ผลจริง โดยการไปตรวจสุขภาพประจำปี จะได้รู้ผลอย่างแน่ชัดกันไปเลย ว่าวิธีดูแลสุขภาพตามขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวไปช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงจริงๆ หากเกิดโรคใดๆ จะได้รักษาอย่างทันท่วงที 


พบบทความกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ให้ใช้งานได้ยาวนาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด

การดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ให้ใช้งานได้ยาวนาน เป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องรู้เอาไว้บ้าง เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญในชีวิตประจำวันของเราเลยก็ว่าได้ แถมเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นราคาก็ไม่ใช่ถูก ๆ ชิ้นหนึ่งก็ตกหลักร้อยไปจนถึงหลักพัน หรือหลักหมื่นเลยทีเดียว และก็แน่นอนว่า ในเมื่อเราลงทุนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่มาอำนวยความสะดวก ให้แก่ตัวเองแล้ว ก็ย่อมต้องการให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ยืดระยะเวลาใช้งานให้เต็มประสิทธิภาพตราบเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าอย่างนั้นเคล็ดลับดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าต่อไปนี้คงมีประโยชน์ให้คุณนำไปทำตามบ้างแน่ ๆ ค่ะ ว่าแล้วก็ไปดูกันเลย

ไฟฟ้าส่องสว่าง

-ควรปิดไฟทุกครั้งเมื่อไม่มีคนอยู่ในห้อง

-เลือกใช้หลอดไฟที่มีกำลังวัตต์เหมาะสมกับการใช้งาน

-สำหรับบริเวณที่ต้องการความสว่างมาก ภายในอาคารควรเลือกใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ ส่วนภายนอกอาคารควรเลือกใช้หลอดไอโซเดียม และหลอดไอปรอท

-ควรใช้ฝาครอบดวงโคมแบบใสหากไม่มีปัญหาเรื่องแสงจ้า และหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ

-พิจารณาใช้โคมไฟตั้งโต๊ะสำหรับงานที่ต้องการแสงสว่างจุดเดียว

-ควรเลือกใช้โคมไฟแบบสะท้อนแสงแทนแบบเดิมที่ใช้พลาสติกปิด

ควรใช้หลอด LED แทนหลอดไส้ ฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์

พัดลม

-เปิดในความเร็วที่พอดี

-เปิดเฉพาะเวลาใช้งาน

-ควรเปิดหน้าต่างเพื่อใช้ลมธรรมชาติเข้าช่วย

-ถอดปลั๊กเมื่อไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน

เตารีด

-ตรวจสอบดูว่าเตารีดอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งาน หรือไม่ เช่น สาย ตัวเครื่อง เป็นต้น

-ตั้งปุ่มปรับความร้อน ให้เหมาะสมกับชนิดของผ้า

-ควรพรมน้ำพอสมควร อย่าพรมน้ำจนเปียกแฉะ

-ดึงปลั๊กออกก่อนจะรีดเสร็จประมาณ 2-3 นาที แล้วรีดต่อไปจนเสร็จ

-ถอดปลั๊กออกเมื่อไม่ได้ใช้

-ควรรีดผ้าคราวละมากๆ ติดต่อกันจนเสร็จ

-ควรเริ่มรีดผ้าบาง ๆ ก่อน ขณะเตารีดยังไม่ร้อน

-ควรดึงปลั๊กออกก่อนรีดเสร็จเพราะยังร้อนอีกนาน

-ควรซัก และตากผ้าโดยไม่ต้องบิด จะทำให้รีดง่ายขึ้น

เครื่องดูดฝุ่น

-ตรวจสอบดูว่าเครื่องดูดฝุ่นอยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งาน หรือไม่ เช่น สาย ตัวเครื่อง เป็นต้น

– หมั่นเทฝุ่นในถุงกรองทิ้ง จะช่วยให้เครื่องทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และประหยัดไฟ

-หลีกเลียงวัสดุชิ้นใหญ่ หรือเศษถุงพลาสติก เพราะอาจไปอุดตันได้

ตู้เย็น ตู้แช่

-ตั้งอุณหภูมิ ให้พอเหมาะ

-ไม่นำของร้อนใส่ตู้เย็น

-ปิดประตูตู้เย็นทันที หลังนำของเข้าและออก

-ปิดประตูตู้เย็นให้สนิท

-หากยางขอบประตูรั่ว ให้รีบแก้ไข

-เลือกตู้เย็น หรือตู้แช่ชนิดมีประสิทธิภาพสูง

-ควรใช้ตู้เย็นขนาดเหมาะกับครอบครัว

-ควรตั้งตู้เย็นให้ห่างจากแหล่งความร้อน ให้หลังตู้ห่างจากฝาเกิน 15 เซ็นติเมตร เพื่อระบายความร้อนได้สะดวก ไม่เปลืองไฟฟ้า

-ควรหมั่นทำความสะอาดแผงระบายความร้อน

-ควรเก็บเฉพาะอาหารเท่าที่จำเป็น

หม้อหุงข้าว

-ควรหุงข้าวให้พอดี กับจำนวนผู้รับประทาน

-ควรถอดปลั๊กออกเมื่อข้าวสุกแล้ว

-อย่าทำให้ก้นหม้อตัวในเกิดรอยบุบ หรือยุบ จะทำให้ข้าวสุกช้า

-หมั่นตรวจบริเวณแท่นความร้อนในหม้อ อย่าให้เม็ดข้าวเกาะติด จะทำให้ข้าวสุกช้า และเปลืองไฟ

-ใช้ขนาดหม้อหุงข้าวที่เหมาะสม กับจำนวนสมาชิกในครอบครัว

-ใส่น้ำให้มีปริมาณพอควร เพราะนอกจากคุณจะได้ข้าวที่เปียกแล้ว ยังคงเป็นการสิ้นเปลืองไฟฟ้า

-ควรปิดฝาให้สนิทขณะใช้งาน

กาต้มน้ำไฟฟ้า

-ปลั๊กเสียบของกาต้มน้ำไฟฟ้า เมื่อเสียบเข้ากับเต้ารับต้องให้แน่น เนื่องจากกาต้มน้ำไฟฟ้าใช้กระแสไฟฟ้จำนวนมาก

-เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนที่ปลั๊กเสียบสูง

-สายไฟฟ้าของกาต้มน้ำไฟฟ้า ต้องไม่เสื่อมสภาพ ฉีกขาด แตกร้าว

-ตรวจสอบส่วนที่เป็นโครงโลหะ ของกาต้มน้ำไฟฟ้า โดยใช้ไขควงเช็คไฟ หากพบว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วให้ดำเนินการซ่อมแซม

-กาต้มน้ำไฟฟ้า ควรวางอยู่บนสิ่งที่ไม่ติดไฟ เช่น แผ่นกระเบื้อง แผ่นแก้ว และต้องไม่อยู่ ใกล้สารที่ติดไฟ

-ขณะใช้งาน ต้องระวังอย่าให้น้ำในกาต้มน้ำไฟฟ้าแห้ง

-เมื่อเลิกใช้งาน ต้องถอดปลั๊กเสียบออกทันที

เครื่องสูบน้ำ หรือปั้มน้ำ

-ตรวจสอบส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องปั๊มน้ำไฟฟ้า โดยใช้ไขควงเช็คไฟ หากพบว่ามีกระแสไฟฟ้ารั่วให้ดำเนินการซ่อมแซม

-โครงโลหะของเครื่องปั๊มน้ำไฟฟ้า ควรทำการต่อสายดิน

-ถ้าเครื่องปั๊มน้ำไฟฟ้า มีเสียงดังผิดปกติ หรือไม่สามารถปั๊มน้ำขึ้นได้ ห้ามใช้งาน และดำเนินการตรวจสอบเครื่องปั๊มน้ำทันที

-ต้องไม่ติดตั้งเครื่องปั๊มน้ำไฟฟ้าใกล้สารไวไฟ

-เมื่อเลิกใช้งานให้ปิดสวิตช์ หากเป็นแบบปลั๊กเสียบให้ถอดปลั๊กเสียบออกทุกครั้ง

-ควรติดตั้งอุปกรณ์อัตโนมัติควบคุมระดับน้ำในถัง และหมั่นปรับตั้งให้ถูกต้องเสมอ

-ติดตั้งท่อน้ำให้มีขนาดเหมาะสมกับขนาดปั้ม

-หมั่นตรวจแก้ไขจุดรั่วในระบบน้ำ

-ควรใช้น้ำอย่างประหยัด

-ไม่ควรติดตั้งถังเก็บน้ำในตำแหน่งที่สูงเกินไป

เครื่องปรับอากาศ

-ปิดเครื่องก่อนเลิกใช้งาน ประมาณ5นาที

-ปิดประตูหน้าต่าง และผ้าม่าน เพื่อกันอากาศร้อนจากภายนอก

-ตั้งอุณภูมิ ไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซีส

-ควรใช้เครื่องขนาดเหมาะสมกับขนาดห้อง

-ควรบุผนังห้อง และหลังคาด้วยฉนวนกันความร้อน

-ควรบำรุงรักษาเครื่องให้มีสภาพดีตลอดเวลา

-ควรหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ และแผงระบายความร้อน

-พิจารณาติดตั้งบังแสงหรือกันแดด เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่อง

-ปิดประตู หน้าต่างให้มิดชิดไม่ให้ความเย็นรั่วไหล

-หมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ

-ปฏิบัติตามคำแนะนำที่แนบมากับเครื่องปรับอากาศ

การดูแลเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นความสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่เราไม่อาจจะมองข้ามได้ เพราะความร้ายแรง ของการละเลยในการดูแลเอาใจใส่เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ อาจจะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ พังเสียหาย และอาจทำให้บ้านได้รับความเสียหายด้วย หรืออาจจะร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว


บกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลรองเท้าผ้าใบ ที่มีติดบ้านแทบทุกคนให้สวมใส่ได้ยาวนาน

รองเท้าผ้าใบแฟชั่น ถือได้ว่าเป็นไอเทมที่สาวๆ หนุ่มๆ มีติดบ้านแทบทุกคน เพราะนอกจากรองเท้าผ้าใบ จะสวมใส่ได้หลายโอกาส เข้ากับเสื้อผ้าหลากหลายชุดแล้ว ( เรียกได้ว่ารองเท้าผ้าใบเป็นตัวช่วยที่ทำให้ลุคของสาวๆ หนุ่มๆ ในวันนั้น ยังเพิ่มความมั้นใจได้อีกด้วย ) รองเท้าผ้าใบยังเพิ่มความสะดวกสบายในการทำกิจกรรมต่างๆ ยิ่งเป็นรองเท้า ผ้าใบที่คุณภาพดี ยิ่งเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ และด้วยกิจวัตรประจำวันของวัยรุ่น ที่ต้องลุยในทุกวัน ยิ่งทำให้ต้องการมีรองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าแฟชั่นที่ดี มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ และพร้อมจะทำสิ่งใหม่ๆ ในทุกวัน เราจึงต้องเรียนรู้ การดูแลรองเท้าผ้าใบ

แน่นอนว่ารองเท้าผ้าใบของแท้นั้นจะทำจากผ้าหลากหลายสีสัน ทั้งเข้มบ้างอ่อนบ้าง และเมื่อต้องอยู่กับส่วนที่ใกล้ชิดพื้นที่สุดอย่างเท้า ก็มีโอกาสจะสกปรกได้ง่าย เพราะถนนหนทางที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี่ ก็ไม่ได้สะอาดเท่าไหร่นัก ทั้งคราบสกปรก และฝุ่นก็พร้อมที่จะเข้ามาเปื้อนอยู่บนรองเท้าสวยๆ ของเรา นี่ยังไม่รวมถึงตอนหน้าฝน เรียกว่าฝนตกลงครุ่งนึง คนรักรองเท้านี่น้ำตาซึมกันเลยทีเดียว

ดังนั้นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การเลือกซื้อรองเท้า ก็คือการรู้จักวิธีในการดูแลทำความสะอาด เพราะถ้าไม่รู้จักดูแล รองเท้าที่ซื้อมาสีขาวๆ ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นสีดำได้ หรือถ้าดูแลไม่ถูกวิธี อาจถึงขั้นทำให้รองเท้าพังกันเลยทีเดียว วันนี้เราจะพามารู้จักวิธีง่ายๆในการดูแล และทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบให้ใสปิ๊ง ใหม่เอี่ยมเหมือนเพิ่งแกะออกมาจากกล่องกัน

การดูแลรองเท้าผ้าใบ

1.ไม่ควรเหยียบส้นรองเท้า

เนื่องจากรองเท้าผ้าใบในหลายๆรุ่น ใช้ขอบยาง การเหยียบส้นรองเท้าจึงจะทำให้รองเท้าเสียทรงและขอบยางเสียหายได้ ยิ่งถ้าเป็นรองเท้าผ้าใบสีขาวยิ่งจะเห็นรอยตำหนิการสึกหรอได้ง่าย ดังนั้นควรเลือกรองเท้าพอดีกับไซส์เท้า เพื่อให้ใส่แล้วไม่เจ็บ ไม่กัด ป้องกันการเหยียบส้นรองเท้า หรืออาจจะเลือกรองเท้ารุ่นที่ออกแบบมาให้เปิดส้น เพื่อเพิ่มความสะดวกในการสวมใส่

2. เลี่ยงไม่ให้โดนน้ำ

รองเท้าผ้าใบเวลาใช้จำเป็นต้องหลีเลี่ยงน้ำให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ บังเอิญฝนตก หรือทำน้ำหกใส่ให้รีบเช็ดด้วยผ้าที่นุ่ม และไม่มีขน วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดคราบ หรือเชื่อราบนรองเท้าได้

3ห้ามซักด้วยน้ำอุ่น

หลายคนเข้าใจว่าน้ำอุ่นจะช่วยฆ่าเชื้อโรคในรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าแฟชั่นที่เรามีได้ แต่วิธีนี้จะทำให้ขอบยางรองเท้าผ้าใบสึกหรอได้ง่าย และทำให้รองเท้าผ้าใบเสียทรงอีกด้วย แนะนำว่าให้ซักกับน้ำในอุณหภูมิห้องแล้วใช้วิธีการตากแดดอ่อน ๆ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคแทน

4.ใส่สลับกันหลายๆคู่

การใส่รองเท้าหลายๆ คู่ก็เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด ในการยืดอายุการใช้งานรองเท้า แน่นอนสาวๆ อย่างเราคงมีรองเท้าคู่ใจหลายคู่กันอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ แทนที่จะใส่คู่ใดคู่หนึ่งทุกวัน เราก็ควรใส่สลับกันบ้าง เป็นทั้งการถนอมรองเท้าและเป็นการเปลี่ยนลุคการแต่งตัวไม่น่าเบื่ออีกด้วย

5.ใส่ถุงเท้าอยู่เสมอเมื่อใส่รองเท้าผ้าใบ

ที่การใส่ถุงเท้าช่วยดูแลรองเท้าผ้าใบได้ ก็เนื่องจากว่า ถ้าหากเราใส่รองเท้าโดยที่ไม่ใส่ถุงเท้า เท้าของเราก็จะเสียดสีกับตัวรองเท้า และเมื่อการเสียดสีดังกล่าวประกอบกับความอับชื้นในรองเท้าก็จะทำให้เหงื่อและคราบไคลจากเท้าออกมาจำนวนมาก ซึ่งก็จะไปเกาะอยู่ที่ตัวรองเท้าและยากแก่การกำจัดออกไปอย่างง่ายๆ และนอกจากจะทำความสะอาดแล้วยังทำให้เกิดกลิ่นเท้าที่จะทำให้คุณเสียความมั่นใจอีกต่างหาก

6. ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างของการใช้รองเท้าหนังแท้ก็คือ เรื่องของความสะอาด หลังใช้งานแล้วอย่าเพิ่งรีบเก็บ ให้ทำความสะอาดก่อน เพราะวันนึงเราใส่รองเท้าออกไปเจออะไรมามากมาย ซึ่งฝุ่นผง และคลาบน้ำต่างจะทำให้ รองเท้าหนังของเราได้รับความเสียหาย

ขั้นตอนการดูแลรองเท้าผ้าใบ

1.ปัดทำความสะอาดด้วยแปรง

ขั้นตอนแรก ให้นำตัวรองเท้าปัดฝุ่น และสิ่งสกปรกภายนอกออกเสียก่อน ด้วยการทำความสะอาดรองเท้าผ้าใบ โดยใช้แปรงสีฟันเก่าๆ ที่ไม่ใช้แล้ว (แต่ขนยังนุ่มอยู่) ปัดสิ่งสกปรกออกเบาๆ ออกจากรองเท้า และเชือกรองเท้า

2.ซักรองเท้าผ้าใบด้วยสบู่

จากนั้นจึงถอดเชือกร้อยรองเท้าออก แล้วนำไปแช่ในน้ำสักพัก จากนั้นมาขัดด้วยแปรงขนนุ่มชุบน้ำสบู่รอบตัวรองเท้า แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่นอีกครั้ง ก่อนจะนำไปตากแดดให้นำกระดาษทิชชูม้วนเป็นก้อนกลมๆ ใส่เข้าไปในรองเท้า จะช่วยให้กำจัดความชื้นและทำให้รองเท้าแห้งได้เร็วยิ่งขึ้น เพียงแค่ใช้น้ำสบู่ง่ายๆ ก็สามารถชุบชีวิตรองเท้าของคุณได้แล้ว

3.กำจัดคราบสกปรกด้วยเบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชู

นำเบกกิ้งโซดามาผสมกับน้ำส้มสายชู คนรวมกันจนเกิดเป็นเนื้อครีมข้น ๆ จากนั้นให้ใช้แปรงสีฟัน จุ่มแล้วขัดบริเวณรองเท้าที่เปื้อน แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด หรือล้างเฉพาะบริเวณที่ขัดแล้วด้วยน้ำสะอาด แล้วนำไปตากแดด

4.น้ำยาเคลือบเล็บลบรอยขีดข่วน

ก่อนอื่นให้ลบคราบดำๆ บนรองเท้าออกให้หมดด้วยยางลบ หรือใช้แปรงขัดรองเท้าขัด จากนั้นจึงทาน้ำยาเคลือบเล็บลงบนคราบหรือรอยขีดข่วนเหล่านั้น แล้วใช้ฟองน้ำ หรือผ้าขนหนูเช็ดส่วนเกินออก ทิ้งไว้ให้แห้งสัก 1 คืน เป็นวิธีง่ายๆ โดยใช้อุปกรณ์ที่สาวๆ หลายคนมีอย่างน้ำยาเคลือบเล็บมาช่วยทำให้รองเท้าดูใหม่ คราบรอยขีดข่วนหายไปในพริบตา หนุ่มๆ หลายคนต้องลองดู

5.พารองเท้าผ้าใบไปตากแดด

ให้ห่อตัวรองเท้าด้วยกระดาษทิชชู่ก่อนที่จะนำไปตากแดด เพราะจะช่วยป้องกันไม่ให้รองเท้าเหลือง นอกจากนั้นการตากแดดแรงยังเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้รองเท้าเหลือง ดังนั้นควรจะตากรองเท้าที่แดดอ่อนๆ ไม่แรงมาก เพื่อเป็นการป้องกันรองเท้าเหลืองอีกทางหนึ่ง ถ้ากลัวว่าตากแดดไม่แรงพอ แล้วจะทำให้รองเท้าเหม็นอับ ก็แนะนำว่า ให้ใช้เวลาตากหลายวันสักหน่อย ประมาณ 2-3 วันรองเท้าก็จะแห้งสนิทภายใต้แดดที่ไม่แรงมาก

แนะนำขั้นตอนการดูแลรองเท้าผ้าใบ ทั่วไป

วิธีซักรองเท้าผ้าใบในเครื่องซักผ้า สำหรับใครที่มีรองเท้าผ้าใบหลายคู่ ก็สบายใจได้เลย ไม่ต้องมานั่งขัดให้ยุ่งยาก (แต่หากเป็นรองเท้าคู่โปรดราคาแพงแล้ว วิธีนี้ก็ไม่ขอแนะนำ) เริ่มจากนำตัวรองเท้ามาปลดเชือก แยกออกมาซักต่างหาก แล้วนำตัวรองเท้าไปใส่ในเครื่องซักผ้าได้เลย แล้วใส่ผงซักฟอก ทำการซักตามปกติ แต่ห้ามเปิดระบบปั่นแห้งโดยเด็ดขาด *ข้อนี้สำคัญมาก เมื่อตัวรองเท้าสะอาด ให้นำไปตากแดดต่อได้เลย รองเท้าของคุณก็จะดูใหม่ปราศจากสิ่งสกปรกอย่างน่าประทับใจ

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลรักษา รองเท้าผ้าใบ ก็คือเรื่องของความใจเย็น และใส่ใจรายละเอียดนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรองเท้าผ้าใบสีขาว ซึ่งแม้จะดูสวยงามแต่ก็ต้องแลกมาด้วยกับการดูแลรักษาที่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะหากดูแลไม่ดีก็จะเหลือง หรือเปรอะเปื้อนได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับรองเท้าผ้าใบสีดำที่เป็นสีเข้ม แม้จะไม่ต้องกังวลว่าจะเหลือง แต่ก็ต้องระมัดระวังเช่นกันว่าจะไม่ไปปนเปื้อนกับสีอื่นๆ เพราะถ้าหากเกิดเช่นนั้นก็คงจะสะดุดตากันอย่างแรง ซึ่งความใจเย็น และใส่ใจรายละเอียดดังกล่าวอาจจะดูเป็นเรื่องจุกจิกหยุมหยิม แต่ถ้าคุณใส่รองเท้าผ้าใบจนรัก และหลงเสน่ห์เข้าเต็มเปาแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่า ความรักในรองเท้าจะทำให้การใส่ใจเป็นเรื่องง่ายไปเลยล่ะ


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลรองเท้าหนัง โดยเฉพาะรองเท้าหนังที่หลายๆคนเลือกใช้เป็น

ไม่ว่าจะแต่งตัวออกไปไหน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็ คือ รองเท้า โดยเฉพาะรองเท้าหนังที่หลายๆคนเลือกใช้เป็นประจำ เพราะสวมใส่ได้หลายโอกาส ทั้งในแบบลำลอง และเป็นทางการ แต่ไม่ว่ารองเท้าหนังของคุณ จะทำจากหนังดีมีคุณภาพสูงแค่ไหน ก็คงหลีกเลี่ยงสิ่งสกปรก และการเสื่อมสภาพของหนัง อันเกิดจากการใช้งานไปไม่ได้ รองเท้าทุกคู่จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ เราจึงมีวิธีใน การดูแลรองเท้าหนัง และทำความสะอาดรองเท้าหนัง ที่ทำง่ายๆ ได้เองที่บ้านมาฝาก รับรองว่ารองเท้าหนังของคุณจะสวยทน สวยนาน ใช้งานได้คุ้มค่า ไปอีกนานแน่นอน

การดูแลรองเท้าหนัง

เก็บในที่อากาศถ่ายเทได้ดี

รองเท้าหนังแท้จะต้องใช้ความใส่ใจในการดูแลรักษา หลังใส่แล้วแล้ซควรเก็บเขาที่ให้เรียบร้อย เพราะอากาศก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่อาจจะทำให้รองเท้าของคุณเสียหาย โดยไม่ควรให้รองเท้าตากแดด รวมทั้งแสงไฟเป็นเวลานานๆ เพราะปัจจัยพวกนี้จะทำให้หนังสีเพี้ยนได้ หรืออยู่ในที่อับชื้น เพราะจะทำให้เกิดเชื้อราได้

เลี่ยงไม่ให้โดนน้ำ

รองเท้าหนังแท้เวลาใช้จำเป็นต้องหลีเลี่ยงน้ำให้ได้มากที่สุด แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ บังเอิญฝนตก หรือทำน้ำหกใส่ให้รีบเช็ดด้วยผ้าที่นุ่ม และไม่มีขน วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดคราบ หรือเชื่อราบนรองเท้าได้

ผึ่งลมเพื่อระบายอากาศบ้าง

ปัญหาอย่างนึงของรองเท้าหนัง ก็คือค่อนข้างอับ ยิ่งเป็นรุ่นที่ปิดเท้าทั้งหมดจะยิ่งเหม็นอับได้ง่ายมากๆ แนะนำว่าหลังจากใช้แล้วให้ผึ่งลมเพื่อระบายอากาศ หรือนำรองเท้าที่เก็บอยู่ในตู้ออกมาผึ่งลมเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้รองเท้าเหม็นแล้ว ยังช่วยให้รองเท้าไม่อับชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราได้ด้วยจ้า

พักการใช้งานบ้างจะดีมาก

รองเท้าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับรองเท้าหนังนั้น ถ้าเอาออกมาใช้งานทุกวัน ก็มีโอกาสที่รองเท้าจะสึกหรอได้ อยากให้รองเท้าสวยๆ อยู่กับเราไปนานๆ แนะนำให้พักการใช้งานบ้าง หรือสลับไปใช้คู่อื่นบ้าง

ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างของการใช้รองเท้าหนังแท้ก็คือ เรื่องของความสะอาด หลังใช้งานแล้วอย่าเพิ่งรีบเก็บ ให้ทำความสะอาดก่อน เพราะวันนึงเราใส่รองเท้าออกไปเจออะไรมามากมาย ซึ่งฝุ่นผง และคลาบน้ำต่างจะทำให้ รองเท้าหนังของเราได้รับความเสียหาย

ขั้นตอนการทำความสะอาด

1.ทำความสะอาดสิ่งสกปรก ฝุ่นละอองออก เพื่อให้เหลือแต่ “ผิวรองเท้าที่แท้จริง”

-ขั้นตอกแรกถอดเชือกรองเท้าให้เรียบร้อย และใส่ที่ดันรองเท้า เพื่อให้รองเท้าได้อยู่ในรูปทรงที่เหมาะสม และไม่เสียรูป พร้อมที่จะทำความสะอาดต่อไป

-ใช้แปรงปัดฝุ่น และคราบสกปรก ที่ติดอยู่บนรองเท้าของคุณเบื้องต้นก่อน ( แนะนำขนแปรงที่ทำจากขนม้าจะดีที่สุด ) หรือถ้าถ้าหากไม่มีแปรงสามารถใช้เป็นผ้าเช็ดแทนได้ โดยปัดให้ทั่วผิวรองเท้า โดยเฉพาะบริเวณที่เชื่อมติดกับพื้นรองเท้าฝุ่นจะเกาะอยู่มาก และรองเท้าคัทชูผู้ชาย ในบางแบบที่มีการเจาะรูเป็นลวดลายก็เช่นกัน อย่าลืมใช้แปรงปัดฝุ่นออกให้สะอาด

-ใช้น้ำผสมสบู่ในการเช็ดทำความสะอาดคราบต่างๆ และใช้น้ำผสมน้ำส้มสายชูผสมในปริมาณเท่าๆกัน เพื่อใช้ขจัดคราบที่ฝังแน่นบนตัวหนัง แล้วตากไว้ในที่โล่งแจ้งมีลมโกรก

2.การบำรุงหนัง ด้วยสารอาหาร และเติมสีสัน เพื่อให้ผิวรองเท้าดูชุ่มชื่น

-ใช้แปรงขนม้า หรือผ้าในการทาครีมบำรุงหนังลงบนรองเท้า โดยควรเลือกสีครีมบำรุงหนังให้ตรงกับสีรองเท้าหนังของคุณ เพราะจะสามารถช่วยกลบเกลื่อนรอยย่น รอยขีดข่วนลงบนรองเท้าได้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะ ตรงจุดนี้ต้องระวัง อย่าใช้ครีมเยอะเกินไป ในการขัดหนึ่งครั้ง ใช้ครีมประมาณ 2-3 เท่าของเมล็ดถั่วเขียว ขัดครั้งต่อๆ มาก็ใช้ครีมประมาณเดียวกัน จะขัดกี่ครั้งก็ได้ ค่อยๆ ขัด เนื้อครีมก็จะค่อยๆ เคลือบลงบนผิวรองเท้าเอง เทคนิคการเลือกสีของครีม ให้เลือกสีที่ตรงกับสีผิวรองเท้าส่วนที่สีซีดลง เมื่อใช่ครีมสีที่ตรงกับส่วนรองเท้าสีอ่อนที่สุดแล้ว พอขัดออกมาก็จะได้สีที่ใกล้เคียงกับสีเดิมที่สุด

– ทิ้งรองเท้าที่ทาครีมบำรุงไว้สักพัก แล้วให้ใช้แปรงขัดรองเท้าขัดอีกรอบ เพื่อขจัดการครีมส่วนเกินออกไป พอทำขั้นตอนนี้ เนื้อครีมก็จะยิ่งกระจายทั่วรองเท้า ผิวจะขึ้นเงาสวย โดยรองเท้าหนังผู้ชาย จะใช้หนังที่แข็งกว่า รองเท้าหนังของผู้หญิง ทำให้ไม่ต้องออกแรงกดมาก ใช้แปรงถูเบาๆ ก็พอ และก่อนจบขั้นตอน ขัดอีกครั้งด้วยผ้าขัดรองเท้าโดยเฉพาะ ก็จะยิ่งขึ้นเงากว่าเดิม

3.การขัดเงาเพิ่มความแวววาว

-บีบครีมบำรุงหนังลงบนผ้า หรือแปรงขนม้า เช่น ถ้าเป็นรองเท้าสีน้ำตาล ก็ทาด้วยครีมสีดำหรือน้ำตาลเข้มไปเลย สีที่ได้จะออกมาคล้ายผ่านกาลเวลา มีแสงเงาเกิดความลึก และนำแวกซ์มาป้ายลงบนผ้าขัดรองเท้า นำผ้ามาขัดผิวรองเท้า ถ้าใช้แวกซ์น้ำมันจะไม่มีสี ทาให้ทั่วบริเวณหนังแล้วทิ้งไว้สัก 5 นาที เพื่อให้เนื้อครีมซึมลงเข้าไปในเนื้อหนัง

-ค่อยๆ ใช้ผ้าหรือแปรงขนม้าขัดถูไปตามบริเวณต่างๆ ให้ขึ้นเงา เช่นการขัดแวกซ์ที่ปลายเท้าหรือส้นเท้า ด้วยวิธีทำให้เกิดเงาเปร่งประกาย โดยการ ป้ายแวกซ์ลงบนผ้าขัดรองเท้า ขัดลงบนพื้นที่ที่ต้องการขึ้นเงาชัดๆ โดยขัดให้เป็นวงกมเล็กๆ ต่อมา ให้หยดน้ำ 1-2หยดลงบนบริเวณเดิม และใช้ผ้าถูแวกซ์วนออก

-พักรองเท้าให้แห้ง แล้วทำซ้ำขั้นตอนถูแวกซ์ และถูน้ำหลายๆ ครั้ง ก็จะทำให้เกิดเงา เปร่งประกายสวยงาม เทคนิคคือไม่ต้องออกแรงถู เพียงแค่ใช้เวลาถูกซ้ำไปมาหลายๆ ครั้ง และก็อย่าใช้เทคนิคนี้ทั่วผิวรองเท้า ให้ทำแค่ส่วนปลาย หรือส้นรองเท้าก็พอ เพราะการใช้แวกซ์เคลือบวิธีนี้ จะทำให้ผิวมีการระบายอากาศไม่ดี หนังรองเท้าก็จะเสื่อมเร็ว ถ้าลองทำวิธีนี้จนชำนาญ คุณจะยิ่งเพลิดเพลินในการดูแล และการสวมใส่ทุกครั้งก็จะยิ่งมั่นใจ

สุดท้ายนี้

สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหนัง ที่ดีมีคุณภาพ ยิ่งช่วยให้การดูแลรักษารองเท้าหนังของคุณ มีประสิทธิภาพ และรักษาหนังให้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น คุณจะสนุกไปกับการดูแลรองเท้า ที่สามารถทำเป็นงานอดิเรกได้อย่างเพลิดเพลินทั้งคุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชาย 


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลมือถือ มีขั้นตอนง่ายๆ ที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ ดังนี้

การดูแลมือถือ นั้นกลายเป็นความสำคัญไปแล้ว เนื่องจากโทรศัพท์มือถือ ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญของคนเราไปแล้ว จากชีวิตประจำวันของเราที่เปลี่ยนไป ทำให้ต้องติดต่อธุรกิจกันตลอดเวลา และนอกจากจะโทรพูดคุยกันปกติแล้ว มือถือยังสามารถทำอะไรได้อีกหลายอย่าง ทั้งส่งข้อความ พูดคุยทางแชท เฟสบุ๊ค ไลน์ และอื่น ๆ ดังนั้นจึงต้องมีการดูแลเอาใจใส่ ให้คงสภาพการใช้งาน ให้ได้นานที่สุด เนื่องจากมือถือแต่ละเครื่องนั้นมีราคาที่สูง และไม่อาจที่จะใช้งานทิ้งๆ ขว้างๆ ได้ เรามาดูกันว่า ควรจะดูแลรักษามือถือของเราอย่างไรดี

1.ไม่ใช้งานมือถือในขณะที่กำลังชาร์ตไฟ เพราะการใช้งานปกติ หรือการชาร์ตแบตฯ ก็เป็นการในงานแบตฯ ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนเป็นปกติ แต่เนื่องจากที่เครื่องกำลังชาร์ตแบตฯ ขณะที่มีการใช้งานอยู่นั้น เพื่อเพิ่มกระแสไฟสำหรับการชาร์ตแบตฯ เครื่องจะทำงานหนักมากกว่าปกติถึง 40 เท่า ดังนั้นการใช้งานขณะชาร์ตแบตฯ ต้องเพิ่มพลังงานให้สูงขึ้นซึ่งจะทำให้อุณภูมิของแบตฯ นั้นร้อนขึ้นมาก ทำให้เกิดการสะสมของความร้อน จากทั้งตัวเครื่อง และตัวแบตฯ จนทำให้ตัวเครื่อง และแบตฯ เสื่อมสภาพได้เร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากความร้อน ที่เพิ่มสูขึ้นของตัวเครื่อง และตัวแบตเตอรี่ ทำให้อายุการใช้งานสั้นลง หรือถ้าร้อนเกินไป เครื่องอาจจะทำการปิดตัวเองไปเลย

2.เก็บให้ห่างจากกุญแจ หรือสิ่งที่อาจทำให้มือถือเสียหายได้ ผู้ใช่มือถือทั้งชาย และหญิง มักจะเก็บมือถือรวมกับสิ่งของต่างๆ ที่พกเป็นประจำอย่างกุญแจ หรือเหรียญ โดยกุญแจ หรือเหรียญ แม้จะดูเหมือนว่าไม่มีคม แต่นี่เอง ก็เป็นปัญจัยที่ทำให้สมาร์ทโฟนเกิดรอยขีดข่วน หรือเลวร้าย ถึงขั้นทำให้จอแตกร้าวได้เลย 

3.ใส่เคสและติดฟิล์มกันรอย มือถือไม่ว่าจะถูก หรือแพง สเปคต่ำ หรือสูง ผู้ใช้ก็คงจะรัก และหวงสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตกันเป็นธรรมดา คงไม่มีใครอยากให้เกิดรอย หรือตำหนิตามหน้าจอ หรือตัวเครื่อง จึงเป็นเรื่องดีที่จะใช้อุปกรณ์เสริมประเภทเคส หรือฟิล์มกันรอย เพราะเราคงหลีกเลี่ยงการเก็บมือถือไว้กับสิ่งต่างๆไม่ได้ทั้งหมด

2. รักษาความสะอาดของสมาร์ทโฟน การใช้งานมือถืออาจจะมีฝุ่น หรือคราบสกปรก จากการใช้งาน ในสถานที่ต่างๆ ที่เราได้ไปมา ซึ่งควรหมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิด เพราะความสกปรกเช่น ฝุ่นเข้าไปเกาะที่ลำโพง หรือช่องเสียบสายชาร์จ หรือหูฟัง ซึ่งอาจนำมาสู่ความเสียหายต่างๆ จนถึงขั้นไม่อาจซ่อมได้เลที่เดียว

4.หลีกเลี่ยงสถานที่เปียกชื้น เช่นห้องน้ำ ถือเป็นหนึ่งในสถานที่อันตรายสำหรับมือถือ เพราะสิ่งอันตรายที่เกิดกับมือถือมีมากมายตั้งแต่ เปียกน้ำ , หรืออาจทำสมาร์ทโฟนหลุดมือได้หากมือลื่นขณะอาบน้ำ แม้มือถือแพงๆ หลายๆ เจ้าจะกันน้ำ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าอุบัติเหตุที่เกินขึ้นนั้น จะไม่ทำให้น้ำเข้า

5.อย่าให้มือถือต้องโดนความร้อน เพราะความร้อน เป็นอันตรายอย่างมากสำหรับมือถือ ให้หลีกเลี่ยงให้ห่าง เช่น การทิ้งมือถือไว้ในรถที่จอดอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานๆ การอยู่ในห้องที่มีอากาศร้อน การใช้งานในสถานที่ร้อนจัด เช่นกลางแจ้ง ซึ่งจะทำให้มือถือเสี่อมสภาพได้เร็วกว่าปกติ และมีอายุการใช้งานที่สั้นลง กว่าที่ควรจะเป็น

6.ไม่ควรใช้อุปกรณ์เสริมที่ไม่ได้คุณภาพ หรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานจากโรงงาน หลายท่านเลือกใช้อุปกรณ์เสริมจากราคาที่ถูก จนเป็นความเสี่ยงที่ไม่ได้ตั้งใจ จากการใช้สินค้าด้อยคุณภาพ ซึ่งจะมีส่วน ที่ทำให้มือถือของท่าน เสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด

7.แอพที่ไม่ได้ใช่ไม่ต้องมีก็ได้ ด้วยหลายๆ แอพ มีการทำงานเบื้องหลัง โดยที่เราไม่รู้ แม่ว่าเราจะไม่ได้เปิดแอพนั้นๆ ขึ้นมาก็ตาม เครื่องจะได้ไม่ทำงานหนักเกินไป เนื่องจากแอปพลิเคชั่นเหล่านี้มักจะมีข้อความเตือนเข้ามาอยู่บ่อยๆ และจะทำให้เครื่องทำงานหนักยิ่งขึ้น ถ้าเข้ามาพร้อมกับขณะที่ท่านกำลังใช้งานปกติ ยิ่งทำให้เครื่องต้องทำงานหนักยิ่งขึ้นไปอีก

8.ใช้แอพที่ได้รับการรับลอง เนื่องจากมือถือดียวนี้ สามารถที่จะติดตั้งแอพต่างๆ ได้เอง ทำให้การติดตั้งแอพตั้งๆ จากภายนอก ที่ไม่ได้รับการรับรอง จะทำให้มีความเสี่ยง ในหลายๆด้าย ไม่ว่าจะเป็น ประสิทธิภาพของแอพนั้น ที่อาจจะใช้งานได้ไม่ดี ถึงขั้นทำให้มือถือได้รับความเสียหาย เช่นแอพที่ไม่ผ่านการรับรอง อาจจะทำให้เครื่องทำงานหนัก จนเกินไปทำให้เกิดความร้อนสะสม จนนำไปสู่การพังของมือถือได้ หรือแอพที่ไม่ผ่านรับลอง จะมีความเสี่ยงในด้านความปลอดภัยของข้อมูลของเรา เพราะแอพเหล่านี้อาจะมีการใส่ข้อมูลแอบแผงเข้ามา เพื่อดับจับข้อมูลต่างๆของเรา ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลส่วนตัว รหัสผ่าน หรือบัตรต่างๆ ของเรา

การดูแลมือถือ แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรมากมาย และเหมือนจะสามารถทำได้ง่าย แต่ในความเป็นจริง กับมีคนพลั้งเผลอ ทำให้มือถือสุดที่รักของใครหลายๆ คน เป็นอันต้องเสื่อมสภาพ และหมดอายุก่อนเวลาอันควร เป็นจนเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนมือถือใหม่ก่อนเวลา

แม้มือถือรุ่นใหม่ๆ จะได้รับการออกแบบ ให้มีความคงทนกว่าเดิม และมีราคาที่ถูกลง แต่การใช้งานอย่างไรก็ควรต้องระมัดระวัง เพราะถ้าอยู่ในสภาพผิดปก ติก็มิอาจที่จะใช้งานได้ เช่นถ้ามือถือตกน้ำ หรืออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนมาก หรือหนาวมากเกินไป ก็คงไม่เข้าที ดังนั้นควรหลีกเลี่ยง ก็จะเป็นการดีที่สุด

การใช้งานในสภาพผิดปกตินานๆ ก็จะทำให้เครื่องผิดปกติได้เช่นกัน ยิ่งถ้าอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด หรือใช้งานกลางแจ้ง ที่มีแสงแดดที่แรงมากๆ ในเวลากลางวัน ถ้าหลบเข้าที่ล่มได้ จะเป็นการดีกว่า มือถือของท่านจะได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยาวนานนิ่งขึ้น


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

เคล็ดลับยืดอายุ จากการดูแล 10 อวัยวะสำคัญในร่างกาย

เคล็ดลับยืดอายุ แม้อายุของเราจะมีการเพิ่มขึ้นทุกวัน ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะรีบ เจ็บป่วยแต่อย่างใด เพราะเราสามารบำรุงร่างกายให้มีอายุยืนและสุขภาพที่ดีได้ เพื่อการทำงานของร่างกายที่ดีเสมอ และวิธีง่ายในการยืดอายุของเราจะต้องเริ่มจากอวัยวะแต่ละส่วนของเรา ดังนี้

1. สมอง

เมื่ออายุ 70 ปี จะเริ่มพบความผิดปกติ จากความเสื่อมของสมอง ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในคราวเดียว

วิธียืดอายุสมอง ทำได้ดังนี้

1. นิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ (Neurobics Exercise) หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง 2 ข้าง ทำงานประสานกัน เช่น ทำสวน เย็บผ้า ทำกับข้าว ช่วยให้สมองทั้งซีกซ้าย และขวาได้รับการกระตุ้น และทำงานไปพร้อมกัน

2. กินปลาทะเล ถั่วเปลือกแข็ง และธัญพืช ที่เป็นอาหารอาหารบำรุงเป็นประจำ .

3. ฝึกเจริญสติก่อนนอน ใช้วิธีกำหนดรู้ลมหายใจเข้า และออก จนกว่าจะหลับ ช่วยลดความเครียด และทำให้สมองปลอดโปร่ง

2. ดวงตา

หลังอายุ 40 ปี จากนั้น ทุกๆ ปี ดวงตา จอประสาตา และเลนส์ตาจะเสื่อมลง ในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

วิธียืดอายุดวงตา ทำได้ดังนี้

1. สวมแว่นกันแดด ก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้งทุกครั้ง

2. ผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรพักสายทุกๆ 45 นาที อย่างน้อย 5-10 นาที

3. งดใช้โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตก่อนนอน

3. หู

หลังอายุ 60 ปี การได้ยินจะค่อยๆ ลดลงทุกปี และทุกๆ 1 ใน 3 คนมีปัญหาเรื่องการได้ยินเมื่อเข้าสู่วัยนี้

วิธียืดอายุหู ทำได้ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการทำงาน หรืออาศัยอยู่ในที่ๆ มีเสียงดัง หากจำเป็นให้ใส่เครื่องป้องกัน

2. งดสั่งน้ำมูกแรงๆ หรือกลั้นจาม เพราะอาจจะทำให้เยื่อแก้วหูมีปัญหา

3. งดแคะหูเอง เพราะขี้หูเป็นขี้ผึ้งรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ การแคะหูจะทำให้เกิดการอักเสบ และเยื่อแก้วหูฉีกขาดได้

4. ปอด

หลังอายุ 30 ปี จากนั้น ทุกๆ ปี ประสิทธิภาพการทำงานของปอดจะลดลงราวร้อยละ 1 ต่อปี

วิธียืดอายุปอด ทำได้ดังนี้

1. ออกกำลังกายเช่น ว่ายน้ำ หรือวิ่ง อย่างน้อยวันละ 45 นาที – 1 ชั่วโมง

2. ใช้สมุนไพรไทยปรับธาตุ เช่นจิบยาตรีผลา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แก้ว ซึ่งมีสรรพคุณช่วยปรับธาตุ บำรุงปอด แก้ไอ ลดเสมหะได้

3. หลีกเลี่ยง ควันธูป ควันจากการประกอบอาหาร ฝุ่นขนาดเล็ก และสารเคมีที่มีไอระเหยต่าง ๆ

5. หัวใจ

หลังอายุ 65 ปี จะเริ่มมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่ลดลงสวนทางกับอัตราการหนาตัวของผนังหัวใจที่เพิ่มขึ้นเมื่ออายุ 20-30 ปี เฉลี่ยทุกๆ 10 ปี อัตราการสูบฉีดโลหิตสูงสุดจะลดลงประมาณร้อยละ 10

วิธียืดอายุหัวใจ ทำได้ดังนี้

1. งดอาหารรสจัดทั้งหวาน มัน เค็ม เพื่อรักษาความดันโลหิต และน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

2. ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ เดิน วิ่ง โยคะ ร่วมถึงการยกน้ำหนัก ช่วยให้หัวใจทำงานต่อเนื่อง กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง

3. ไปทำกิจกรรมในสวนสาธารณะ หรือมีสัตว์เลี้ยง ผู้ที่มีงานอดิเรกเหล่านี้ มีความเสี่ยงโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไป

เคล็ดลับยืดอายุ ต่อ

6. ไต

หลังอายุ 50 ปี ไตจะเริ่มเสื่อมลงทีละน้อยๆ แต่คุณแทบไม่รู้สึก

วิธียืดอายุไต ทำได้ดังนี้

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ สถาบันการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (Institute of Medicine : IOM) ระบุว่า ผู้ชายอายุ 19 ปีขึ้นไป ต้องดื่มน้ำถึง 13 แก้วต่อวัน ขณะที่ผู้หญิงวัยเดียวกันต้องการน้ำวันละ 9 แก้ว

2. งดปรุงแต่งรสอาหารโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาล เกลือ หรือซอสต่าง ๆ

3. ควบคุมน้ำหนักตัว และความดันโลหิตไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐาน

7. สำไส้

หลัง 60 ปี ปุ่มเล็ก ๆ ที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารในลำไส้เล็กจะบางลง ร่างกายจึงดูดซึมสารอาหารได้น้อยลงตามไปด้วย

วิธียืดอายุลำไส้ ทำได้ดังนี้

1. กินอาหารย่อยง่ายเช่น กินปลา ถั่ว เห็ด รวมถึงผักผลไม้ให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารทอด

2. กินโยเกิร์ต 1 ถ้วยทุกวัน เพื่อเสริมโปรไบโอติก เพิ่มปริมาณแบคทีเรียดีในลำไส้

3. ฝึกโยคะ 4 ท่าช่วยระบบย่อยทุกเช้าหลังตื่นนอน ดังนี้ ท่าแมว ท่าสุนัข ท่าสามเหลี่ยม ท่าสะพาน และปิดท้ายด้วยท่าศพ ครั้งละ 3-5 ลมหายใจ แต่ละท่าทำ 5 ครั้ง นับเป็น 1 เซ็ต

8. ผิวหนัง

หลังอายุ 18 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี คอลลาเจน และอิลาสตินในผิวหนังจะลดลงประมาณร้อยละ 1

วิธียืดอายุผิวหนัง ทำได้ดังนี้

1. ทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของไทเทเนียม หรือสังกะสีเป็นประจำ

2. กินถั่วเปลือกแข็ง ผลไม้ตระกูลส้ม และเบอร์รี่ เป็นประจำ

3. มาร์คหน้าด้วยโยเกิร์ต หรือใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ เพื่อฟื้นฟูผิวหลังออกแดด

9. กระดูก

หลังอายุ 35 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี ความหนาแน่นของมวลกระดูกจะลดลงประมาณร้อยละ 1 และจะมีอัตราลดลงเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (ในเพศหญิง)

วิธียืดอายุกระดูก ทำได้ดังนี้

1. ยกน้ำหนัก หรือ กระโดดขึ้น-ลง 20 ครั้ง วันละ 2 เซ็ต

2. เพิ่มเมนูอาหารไทย ที่เปี่ยมแคลเซียม เช่น น้ำพริกกะปิปลาทูทอดกับผักสด อย่างน้อย 3-4 มื้อต่อสัปดาห์

3. ระวังการใช้ยาสเตียรอยด์ และยาลูกกลอนที่มีผลทำให้กระดูกพรุน

10. กล้ามเนื้อ

หลังอายุ 40 ปี ต่อจากนั้น ทุกๆ ปี มวลกล้ามเนื้อจะลดลง และเปลี่ยนเป็นไขมัน อัตรานั้นไม่สม่ำเสมอขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

วิธียืดอายุกล้ามเนื้อ ทำได้ดังนี้

การออกกำลังยด้วยการวิดพื้น สวอท และยกน้ำหนัก แต่ละท่าทำ 15-20 ครั้งนับเป็น 1 เซ็ต ทำทุกวันอย่างน้อยครั้งละ 2 เซ็ต

สุดท้าย การกินอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง เช่น ผักหลากสี ผลไม้รสเปรี้ยว รสฝาดขม ช่วยชะลอกระบวนการเสื่อมของเซลล์ตามปกติได้ และเสริมด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำสมาธิ และหาโอกาสออกไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เพื่อลดความเครียด ที่เป็นตัวการเร่งให้เกิดกระบวนการเสื่อมของเซลล์ เท่านี้ก็ช่วยยืดอายุให้อวัยวะต่าง ๆ ได้เช่นกัน

พบกับความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับที่ www.mustknowledge.com