ดูแลจมูก ให้ใช้งานได้ดี ไม่สร้างปัญหาให้กับการใช้ชีวิต

ดูแลจมูก ให้ใช้งานได้ดี ไม่สร้างปัญหาให้กับการใช้ชีวิต ก่อนที่จมูก ของคุณจะเริ่มอุดตัน ในที่สุดจมูกจะไม่สามารถรับรู้กลิ่นที่แตกต่างกันได้ จมูกเป็นส่วนสําคัญอย่างยิ่งของระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ หากจมูกของเรามีปัญหาแน่นอนว่าเราจะหายใจลําบากและวิถีชีวิตของเราก็จะยากเช่นกัน ดังนั้นผู้เขียนจึงมีวิธีง่ายๆในการรักษาความสะอาดและสุขภาพของจมูก มีหลายขั้นตอนในการรักษาสุขอนามัยและสุขภาพจมูก

ดูแลจมูก ให้ใช้งานได้ดี

การทำงานของจมูก ในขั้นต้น อากาศจะถูกสูดดมทางจมูก ผ่านเซลล์ประสาทพิเศษ ที่ตรวจจับกลิ่น ที่เรียกว่าจมูก จากนั้นเส้นประสาท จะแปลงกลิ่นเป็นข้อมูล แล้วส่งไปยังสมอง เพื่อตีความ สมองจะรับรู้กลิ่นที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่นกลิ่นของดอกกุหลาบ หรือกลิ่นของขยะและกลิ่นอื่น ๆ นอกเหนือจากการตรวจจับกลิ่นแล้ว จมูกยังกรองออกซิเจน ที่จะจ่ายไปทั่วร่างกาย ขนรอบจมูกยังช่วยทําความสะอาดอากาศ หรือสิ่งแปลกปลอม ที่เราจะสูดดมเข้าไปในร่างกาย อากาศที่สะอาดจะเคลื่อนผ่านจมูก ทําให้ร่างกายอบอุ่น และชุ่มชื้นก่อนเข้าสู่ปอด เพื่อให้คุณสามารถหายใจได้ง่าย และรับรู้กลิ่นได้ดีด้วย 5 วิธีในการรักษาช่องจมูกที่ทุกคนสามารถทําได้เอง

-หลีกเลี่ยงมลพิษและสารพิษต่าง ๆ
ควันบุหรี่ มลพิษ และฝุ่นละออง เป็นศัตรูของจมูกเป็นอย่างมาก สารระคายเคืองเหล่านี้ ลดประสิทธิภาพของจมูก ในการกรองฝุ่น และความชื้นจากอากาศ เพื่อลดการสัมผัสกับสารเหล่านี้ ขอแนะนําอย่างยิ่ง ให้หยุดสูบบุหรี่หรืออยู่รอบตัวคนที่สูบบุหรี่ และควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน เพื่อป้องกันอากาศหรือมลพิษ เข้าสู่ทางเดินหายใจ

-ดื่มน้ำโดยปริมาณที่มาก ๆ
จมูกของคุณ สร้างเมือกเพื่อดักจับสิ่งสกปรก จากอากาศที่สูดดมเข้าไป อีกวิธีหนึ่ง ในการช่วยรักษาสุขภาพของจมูก คือการมีเมือกที่ผลิตในจมูกเสมอ เพื่อให้ในจมูกจะมีเหยื่อลื่น ในปริมาณที่เพียงพอ จําเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องดื่มน้ําปริมาณมาก นอกจากน้ำเปล่าแล้ว คุณยังสามารถแทนที่ด้วยน้ำผลไม้ หรือนม และที่สําคัญที่สุดคือ ควรหยุดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเครื่องดื่มนี้ สามารถทําให้เมือกข้นขึ้น และทําให้การหายใจของเราติดขัด สร้างความลำคาน

-ลดพฤติกรรมการแคะจมูก
โดยปกติจมูกของเรา สามารถทําความสะอาดได้อย่างอิสระ จากสิ่งสกปรก ซึ่งถูกบล็อกในช่องจมูก แต่ก็ยังมีแนวโน้ม ที่จะเกิดการระคายเคือง เนื่องจากจมูกมีหลอดเลือดขนาดเล็กจํานวนมากที่เปราะบาง เมื่อเราแหย่นิ้วของเราเข้าไป เพื่อเขี่ยนบางอย่างที่ติดอยู่ในจมูก เป็นผลให้หลอดเลือดในจมูกถูกทําลาย และทําให้เกิดเลือดกําเดาไหล ดังนั้น ควรหยุดการแคะจมูก หรือควรทําอย่างระมัดระวังที่สุด เท่าที่จะทําได้ หากไม่สามารถทำได้ ควรปรึกษาแพทย์แทน

-รักษาความสะอาด
มีหลายวิธีในการรักษาความสะอาดตัวเราเช่นการล้างผ้าม่านให้สะอาดการทําความสะอาดหมอน ผ้าห่มที่นอนและทําความสะอาดฝุ่นที่เกาะอยู่ในบ้านด้วยเครื่องดูดฝุ่น การล้างมือ

-ล้างจมูก
ทําความสะอาดโพรงจมูก โดยการใส่หรือหยอดน้ำเข้าไปในจมูก การล้างจมูกจะช่วยล้างเมือกออกไป น้ำที่ใช้ควรใช้เกลือเข้มข้น 0.9% เนื่องจากมีคุณสมบัติในการลดความหนืดของเมือก และป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรค

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลรักษาตา เพื่อสุขภาพที่ดีและอยู่กับเราได้อย่างยาวนาน

การดูแลรักษาตา

การดูแลรักษาตา เพื่อสุขภาพที่ดีและอยู่กับเราได้อย่างยาวนาน เมื่อวัยวะสำคัญอย่างดวงตา ต้องได้เจอกับมลพิษ ต่างๆอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นผง ควัน แสงต่างๆ ทั้งจากธรรมชาติ และจากหลอดไฟต่าง ที่ส่งผลต่อดวงตาของเราโดยตรง ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคต่างๆทางดวงตา ดังนั้นเราจึงควรรักษาดวงตาให้ถูกวิธี เพื่อที่ดวงตาจะได้อยู่กับเราอย่างยาวนาน

การดูแลรักษาตา

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
การกินสิ่งที่มีประโยชน์ สามารถช่วยบำรุงดวงตาของเราได้ อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งสําคัญของสารอาหาร สําหรับดวงตาของเรา และสามารถพบได้ง่ายทั่วไป ในมื้ออาหารทุกมื้อ
-ผลไม้ตระกูลเบอร์รี มันมีสารซีแซนทีน ซึ่งกรองรังสีจากแสงแดดและปกป้องเรตินาจากการถูกทําลาย นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อบํารุงดวงตาและช่วยลดการเกิดของต้อกระจก
-ผักใบเขียว มันมีสารอาหารที่สําคัญ ที่สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพตา เพราะผักใบเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นลูทีน และซีแซนทีน ที่ช่วยลดและชะลอการเสื่อมสภาพจอประสาทตา และลดการเกิดต้อกระจก
-ปลาทะเลน้ำลึก มันเป็นปลาที่มีไขมัน เช่นปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ฯลฯ เพราะมีกรดไขมัน DHA สูง ซึ่งเป็นไขมันชนิดเดียวกับที่มีอยู่ในเรตินาหรือเรตินา นั่นเป็นเหตุผลที่กรดไขมัน DHA ช่วยในการทําให้ดวงตาของเราสดใสขึ้น มีน้ำหล่อเลี้ยงบํารุงดวงตา ช่วยป้องกันอาการตาแห้ง
-อัลมอนด์ เพราะในอัลมอนด์อุดมด้วยไขมันโอเมก้า 3 ที่มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา นอกจากนี้ก็ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ สังกะสีและวิตามินอีสูง ที่ช่วยชะลอการเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อม
-อะโวคาโด ในอะโวคาโดมีลูทีน เบต้าแคโรทีน และวิตามินซี สารอาหารสําคัญที่ช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ช่วยบํารุงการมองเห็น และป้องกันตาพร่ามัว หรือฝ้าฟาง
-แครอท มันมีวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตา เช่นวิตามินเอ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และลูทีนที่ช่วยให้ดวงตามีสุขภาพดี ช่วยรักษากระจกตาให้แข็งแรง ป้องกันเซลล์ลูกตาจากการถูกทำร้ายจากแสงยูวี และช่วยให้เรามองเห็นได้ดีขึ้นในเวลากลางคืน

 

กระพริบตาให้บ่อยขึ้น
การกะพริบตาให้บ่อยขึ้น จะช่วยให้มีน้ำมากขึ้นเพื่อบํารุงบริเวณรอบดวงตา ลดอาการตาแห้ง แสบตา หรือตาบวม นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับหยดน้ำตาเทียม หากคุณรู้สึกเหนื่อยคุณสามารถใช้ช้อนแช่เย็นหรือผ้าชุบน้ำหมาดๆ มาประคบรอบดวงตา เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและบรรเทาความเหนื่อยล้า

ไม่ควรขยี้ตา เพราะสิ่งนี้สามารถนําไปสู่บาดแผลที่กระจกตา หรือการติดเชื้อที่ตา จากมือที่สกปรก

พักสายตา สำหรับคนที่ต้องจ้องหน้าจอ ควรต้องพักสายตา ทุกๆ1ชัวโมง ครั้งละ 10-20วินาที

พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการใช้สายตาทั้งวัน การมุ่งเน้นไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานานอาจทําให้ดวงตาของเราเหนื่อยล้าและส่งผลเสียต่อการมองเห็นของเรา เพราะในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีแสงสีฟ้าหรือแสงสีฟ้าที่อาจทําให้ดวงตาของเราอ่อนล้าและตาพร่ามัว. ดังนั้นการพักผ่อนที่เพียงพอจะทําให้เราหยุดพักจากการทํางานหนัก มันทําให้ดวงตาของเราสว่างขึ้น และมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลหู ให้ถูกวิธีหายไกลโรค ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้

การดูแลหู ให้ถูกวิธีหายไกลโรค ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะหูมีความสำคัญต่อการได้ยินเสียงต่างๆ และช่วยในการทรงตัวด้วย ซึ่งโรคที่พบบ่อย มีด้วยกัน 4อย่าง คือ น้ำในหูไม่เท่ากัน ตะกอนหินปูนในหูหลุด การสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อม ประสาทหูดับฉับพลัน ดังนั้นการใส่ใจในสุขอนามัยของหู และสุขภาพของช่องหู เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันปัญหาต่างๆ ของหู

การดูแลหู

-หยุดการเคาะหู
ในช่องหูของเรา ขี้หูก่อตัวตามธรรมชาติเพื่อปกป้องช่องหูจากสิ่งสกปรก และฝุ่นละออง อย่างไรก็ตาม บางครั้งขี้หูอาจก่อตัวขึ้น ซึ่งทำให้หูของคุณรู้สึกคันหรืออุดตัน หลายคนใช้สำลีพันก้านคลิปหนีบกระดาษ หรือแม้แต่กิ๊บติดผม เพื่อทำความสะอาดขี้หู ดังนั้นจงระวัง นิสัยนี้อาจทำร้ายหูของคุณ และทำให้ขี้หูลึกขึ้นได้ ซึ่งสามารถทำให้แก้วหูของเราเสียหายได้ อันที่จริง หูมีวิธีทำความสะอาดสิ่งสกปรกตามธรรมชาติ ด้วยตัวมันเอง อย่างไรก็ตาม หากขี้หูสะสมและทำให้หูของคุณไม่สบาย หรือรบกวนการได้ยิน คุณควรไปพบแพทย์หูคอจมูก เพื่อตรวจความปลอดภัย และทำความสะอาดหูอย่างเหมาะสม

-หลีกเลี่ยงเสียงดัง
หากคุณเป็นคนที่ชอบฟังเพลงด้วยหูฟัง มีบางสิ่งที่คุณต้องระวังให้มาก ห้ามใช้หรือเสียบหูฟังเป็นเวลา 1 ชั่วโมง พักหูของคุณประมาณ 5 นาที ก่อนฟังเพลงต่อ สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงการฟังเพลงที่ดังเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจทำให้หูอื้อและปวดหูได้ หากคุณทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง เช่น ในโรงงานหรือการก่อสร้างอาคาร ขอแนะนำให้ใช้ที่อุดหูหรือที่อุดหูเพื่อป้องกันการสูญเสียการได้ยินของคุณเอง

-หลีเลี่ยงความเปียกชื้น
หูที่มักจะเปียก หรือชื้นเกินไป หลังจากอาบน้ำหรือล้างหน้า ควรเช็ดให้สะอาดและแห้ง เนื่องจากหูของคุณเปียกเป็นเวลานาน แบคทีเรียและเชื้อราจึงสามารถทวีคูณในหูของคุณได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคือง และการติดเชื้อที่หู คุณควรใช้ที่อุดหู เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหู หากคุณรู้สึกว่าน้ำไหลเข้าหู จนทำให้การได้ยินไม่ชัดเจน

-ระวังน้ำเข้าหู
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้ป่วยที่หูชั้นนอกอักเสบ น้ำที่เข้าสู่ช่องหูชั้นนอก อาจทำให้เกิดอาการอักเสบ ที่ระคายเคืองต่อผู้ป่วยมากขึ้น และเช็ดทำความสะอาดด้วยสำลีก้าน ซึ่งจะเพิ่มการอักเสบในหูชั้นนอก หรือผู้ป่วยเยื่อบุแก้วหูทะลุ (หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันเนื่องจากน้ำเข้าสู่หูชั้นกลาง) สามารถป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหูได้ หากคุณเป็นนักว่ายน้ำ ควรใช้สำลีชุบวาสลีนอุดหู หรือใช้ที่อุดหู ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์กีฬาทั่วไป เพื่อเป็นที่อุดหูสำหรับว่ายน้ำหรือดำน้ำ ถ้าน้ำเข้าหูควรเอียงศีรษะให้หูข้างนั้นลงต่ำ ให้น้ำไหลออกจากหูได้ง่ายที่สุด ปัญหาน้ำเข้าหูจะหมดไปทันที

-สังเกตุอาการผิดกติของหู
สิ่งสำคัญคือต้องตรวจหูของคุณเป็นประจำ กับแพทย์ หู คอ จมูก เพื่อให้หูของคุณแข็งแรงและตรวจหูของคุณ สำหรับปัญหาใดๆ ในระหว่างการตรวจนี้ แพทย์จะประเมินสภาพของหูและสุขภาพการได้ยิน โดยการตรวจหูและทดสอบการได้ยิน ด้วยการตรวจของแพทย์ สามารถตรวจพบสัญญาณ หรืออาการของการติดเชื้อที่หูได้ทันที

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

โรคเกี่ยวกับหู ที่พบได้บ่อย

โรคเกี่ยวกับหู ที่พบได้บ่อย

โรคเกี่ยวกับหู ที่พบได้บ่อย คนไทยจํานวนมากป่วยเป็นโรคหู ทั้งไม่ทราบสาเหตุ และที่มีเกิดจากการได้รับเสียงดังอย่างต่อเนื่อง ความเครียดที่รุนแรงอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสําหรับหูอื้อ. อาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแนะแนวทางการรักษาและนวัตกรรมเครื่องช่วยฟังที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โรคเกี่ยวกับหู

“เวียนหัว, บ้านหมุน. มีเสียงดังในหูตลอดเวลา นี่คืออาการบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับ “หู” ซึ่งคนไทยหลายคนประสบ ตามที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ประเทศไทยมีผู้พิการทางการได้ยินจํานวน 391,785 คน ซึ่งสูงเป็นอันดับสองรองจากผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย

โรคหูหลายชนิดเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุและยังไม่มีวิธีรักษา โรคหลายชนิดเกิดจากพฤติกรรมอารมณ์และสภาพแวดล้อมที่สามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันได้ในกรณีที่สูญเสียการได้ยินคุณต้องไปพบแพทย์แต่เนิ่นๆเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมและทันเวลาเพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นสมรรถภาพการได้ยิน

ลดปัจจัยความเสี่ยง
“หู” เป็นอวัยวะสําคัญ มันมีหน้าที่หลักในการได้ยินเสียงและความสมดุลของร่างกายหากการทํางานของหูผิดปกติก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจําวัน มันเลวลงคุณภาพชีวิตทําให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลลดลงทางจิตใจความท้อแท้

4 โรคเกี่ยวกับหูที่พบบ่อย

-น้ำในหูไม่เท่ากัน นี่คือสาเหตุเกิดจากว่าร่างกายผลิตน้ำมากผิดปกติในหูชั้นใน และมีการระบายออกได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ที่มีความผิดปกติของน้ำในหูไม่เท่ากันจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นเวลา 20 นาทีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 12 ชั่วโมงและมีอาการสูญเสียระดับการได้ยิน โดยจะสูญเสียการได้ยินที่ความถี่ต่ำ เสียงในหูรูปแบบต่าง ๆ หูอื้อ อาจได้ยินดังบ้างเบาบ้าง ระดับการได้ยินขึ้นและลง

-ตะกอนหินปูนในหูหลุด พบได้บ่อยกว่าน้ำในหูไม่เท่ากัน เกิดจากผลึกหินปูนในหูชั้นใน ซึ่งประกอบจากแคลเซียมคาร์บอเนต มีหน้าที่ในการรักษาสมดุลของร่างกาย มันได้ย้ายออกจากตําแหน่งเดิม สิ่งนี้ทําให้ในช่วงเวลาที่เราขยับร่างกายของเราในตําแหน่งที่แตกต่างกัน หินปูนที่ตกลงมากลิ้งไปตามการเคลื่อนไหวของศีรษะ สิ่งนี้นําไปสู่อาการวิงเวียนศีรษะ บ้านหมุนมีความเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของศีรษะ ระยะเวลาของอาการบ้านหมุนส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 นาที

-การสูญเสียการได้ยินแบบประสาทหูเสื่อม เป็นสาเหตุหลักของระดับการได้ยินที่ลดลง ส่วนหนึ่งคือ ความเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ และยากที่จะฟื้นตัวจากที่เคยเป็นมา สิ่งนี้เกิดจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ประสาทหูภายใน ทําให้การได้ยินลดลงและ บางคนอาจพบเสียงหูอื้อ (หูอื้อ) ซึ่งมีกลไกการเกิดขึ้นค่อนข้างซับซ้อน

-ประสาทหูดับฉับพลัน มันเป็นโรคหูอีกชนิดหนึ่งที่ทําให้ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลมากโดยปกติจะมีหูข้างหนึ่งพวกเขาได้ยินเสียงเบาลงทันทีเป็นเวลา 72 ชั่วโมงซึ่งส่วนใหญ่ไม่เป็นที่รู้จักด้วยเหตุผลบางประการ มีทั้งทฤษฎีเกี่ยวกับการอุดตันของหลอดเลือดขนาดเล็กที่เลี้ยงหูหรือเกิดจากไวรัสโจมตีเส้นประสาทหู หากในรําลึกมีศีรษะล้มลงกับพื้นอาจเกิดการแตกของโครงสร้างในหูชั้นในน้อยกว่า 10% ของผู้ป่วยที่เกิดจากเนื้องอกในหูที่เกี่ยวข้องกับการได้ยินและการทรงตัว ผู้ที่มีภาวะหูล้มเหลวอย่างกะทันหันมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวหากพวกเขามาพบแพทย์หูและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

การวินิจฉัยและแนวทางการรักษา

ขั้นตอนการรักษา เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบลักษณะของอาการ และประวัติโดยละเอียด เกี่ยวกับสาเหตุของโรคจากนั้นแพทย์จะตรวจสอบ หู คอ จมูก และในกรณีที่มีปัญหาการได้ยิน การทดสอบการได้ยินสามารถทําได้ ตรวจสอบการทํางานของหูชั้นกลาง หากผู้ป่วยมีอาการวิงเวียนศีรษะ หรือปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงในการทรงตัว จําเป็นต้องมีการตรวจสอบระบบประสาทและ ระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

โรคตาที่ต้องระวัง

โรคตาที่ต้องระวัง

โรคตาที่ต้องระวัง สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจคัดกรองดวงตาไม่เพียง แต่ช่วยในการค้นพบความผิดปกติของดวงตาในระยะแรก แต่ยังช่วยในการค้นพบโรคตาเมื่อไม่มีอาการโดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ทุกข์ทรมานจากความเสื่อม

โรคตาที่ต้องระวัง

ต้อหิน (Glaucoma) กิดจากการเสื่อมสภาพของเส้นประสาทตาซึ่งในที่สุดส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นส่วนใหญ่มีความดันลูกตาสูง , อาการที่สังเกตได้ คือ, ถ้าคุณมีโรคต้อหินเฉียบพลัน, คุณจะพบกับอาการปวดตา, มองเห็นภาพซ้อนและรุ้งรอบกองไฟ, และอาการปวดหัว, คลื่นไส้และอาเจียนอาจเกิดขึ้นเนื่องจากความดันตาสูง. สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคต้อหินคือผู้ป่วยจํานวนน้อยไม่มีอาการเลยเช่นภัยคุกคามเงียบ ๆ ที่ค่อยๆทําลายเส้นประสาทโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า โรคต้อหินเฉียบพลันพบได้บ่อยในชาวเอเชียและปัจจุบันพบได้บ่อยในคนที่อายุน้อยกว่า (นั่นคือเริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปี)

ต้อกระจก (Cataract) มันเป็นเงื่อนไขที่เลนส์ของดวงตากลายเป็นเมฆมาก จากความสว่างปกติแสงจะเข้าสู่ดวงตา การปกปิดทําให้จอประสาทตาไม่สามารถให้ภาพที่ชัดเจนได้ ส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีอายุ 50 ถึง 60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยตั้งแต่วัยเด็กหรือผู้มีมา แต่กําเนิดหรืออายุน้อยกว่า เมื่อใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานในแถว. อุบัติเหตุทางตาหรือโรคที่มีการอักเสบในดวงตา เป็นต้น อาการที่สังเกตได้คือดวงตาค่อยๆพร่ามัวเหมือนหมอกหรือหมอก การมองเห็นภาพซ้อนแสงแบบกระจายสีเหลืองหรือสีที่บิดเบี้ยวสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเช่นสายตาสั้นมากขึ้น แว่นตาต้องเปลี่ยนบ่อยผิดปกติ

ต้อเนื้อ ต้อลม (Pterygium) การเสื่อมสภาพของเยื่อบุลูกตาทําให้เกิดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติเช่นเยื่อหุ้มสีแดงที่ขยายเข้าไปในตาดําในรูปแบบของรูปสามเหลี่ยม ค่อยๆแพร่กระจายเมื่อมันอยู่ใกล้มากหรือครอบคลุมนักเรียน การมองเห็นผิดปกติโดยมีสายตาเอียงมากขึ้นหรือมองเห็นภาพซ้อนมาก ครีบตั้งอยู่บนหัวของตาและไม่ได้อยู่บนหางของตา โรคนี้เกี่ยวข้องกับแสงแดด แสงอัลตราไวโอเลตทําให้เกิดอาการกําเริบของเยื่อบุลูกตา มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในเขตร้อนและผู้ที่ทํางานกลางแจ้ง แสงแดดลมฝุ่นควันทรายเป็นเรื่องปกติสําหรับผู้ที่มีอายุ 30 ถึง 35 ปี อาการคือตาแดงและระคายเคือง ความรู้สึกไม่สบายตา หากพร่ามัวมากภาพจะไม่ชัดเจน Pinguecula เป็นการเสื่อมสภาพที่เหมือนกับต้อเนื้อ แต่มันแพร่กระจายไม่เพียง แต่ในตาดําของเยื่อบุลูกตา มันน่ารําคาญเพียง แต่ดวงตาไม่พร่ามัว

วุ้นตาเสื่อม Vitreous Degeneration มันเป็นลักษณะเจลที่ชัดเจนและเจลาตินตั้งอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตาติดกับเรตินาที่ล้อมรอบมัน เมื่อเจลาตินตาเสื่อมสภาพ น้ําวุ้นในดวงตาจะถูกเปลี่ยนส่วนกลายเป็นของเหลวและบางก้อนจับตัวเป็นก้อนหรือเส้นเช่น yakyai และวุ้นสามารถหดตัวและขัดผิวของเรตินา ทําให้มองเห็นเป็นเงาดํา จุดเล็ก ๆ เส้น เคลื่อนไหวเมื่อคุณกลอกตาหรือมีฟ้าผ่าหรือแฟลชจากกล้อง ที่น่าสนใจสาเหตุของโรคมักจะเกิดจากความเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีและสายตาสั้น แต่ทุกวันนี้คนที่มีความผิดปกตินี้อายุน้อยกว่าและอายุน้อยกว่าและหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาก็อาจร้ายแรงได้ถึงการแตกของจอประสาทตา สิ่งนี้อาจทําให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ดังนั้นควรดําเนินการตรวจคัดกรองและหากมีอาการให้ปรึกษาแพทย์ทันที

จอประสาทตาเสื่อมตามวัย Age – Related Macular Degeneration: AMD นี่คือสาเหตุที่ตัวรับภาพในใจกลางของจอประสาทตาเสื่อม สิ่งนี้มักจะเกี่ยวข้องกับอายุ พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มันร้ายแรงแม้กระทั่งสูญเสียการมองเห็น อาการที่พบคือตาพร่ามัว, การมองเห็นผิดเพี้ยน, มองเห็นภาพซ้อน, จุดด่างดําหรือเงาตรงกลางภาพซึ่งจอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาทันทีด้วยจักษุแพทย์เพื่อรักษาและช่วยควบคุมการเสื่อมสภาพของการมองเห็นที่รบกวนคุณภาพชีวิต การป้องกันและการดูแลที่ดีที่สุดคือการตรวจคัดกรองและดูแลดวงตา หลีกเลี่ยงแสงแดดกินอาหารเพื่อสุขภาพออกกําลังกายเป็นประจํา การควบคุมน้ําหนักการงดสูบบุหรี่จะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพที่อาจเกิดขึ้น

เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) มันเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากโรคเบาหวาน พบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน, เกิดจากน้ําตาลในเลือดสูง. สิ่งนี้นําไปสู่การเสื่อมสภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้ชั้นจอประสาทตาในลูกตาเสื่อมลง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาจทําให้มองเห็นภาพซ้อนและตาบอดได้ สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคนี้คือผู้ป่วยโรคเบาหวานบางคนไม่เคยตรวจตาดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่าการมองเห็นแต่ละด้านเป็นอย่างไรเพราะพวกเขายังคงมองเห็นได้โดยรวม แต่อาจมีด้านหนึ่งที่แย่กว่านั้นและบางคนรู้สึกว่าการมองเห็นโดยรวมยังคงเป็นเรื่องปกติดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้มาพบจักษุแพทย์ การตรวจคัดกรองและปฏิบัติตามคําแนะนําของแพทย์ตลอดจนการควบคุมโรคเบาหวานจะช่วยลดความเสียหายและความรุนแรงของดวงตาและอวัยวะอื่น ๆ

ตาแห้ง (Dry Eyes) มันเป็นโรคตาที่พบได้บ่อยในกลุ่มอายุผู้สูงอายุและคนฉกรรจ์ มีความรู้สึกไม่สบายในดวงตาระคายเคืองเช่นสิ่งแปลกปลอมในดวงตาแสบร้อนของดวงตาหรือน้ําตาไหลมาก มันเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่นความผิดปกติของต่อม meibomian, สวมคอนแทคเลนส์, การใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหรือโรคและการใช้ยาบางชนิด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาการมองเห็นอาจแย่ลง มีการอักเสบของเยื่อบุลูกตาหรือกระจกตา การวินิจฉัยสามารถทําได้โดยการตรวจตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์และสามารถวัดจํานวนและคุณภาพของน้ําตาได้ การรักษาตาแห้งขึ้นอยู่กับสาเหตุ, มักจะต้องใช้น้ําตาเทียม. ปรับพฤติกรรมเมื่อใช้หรือประคบอุ่นนวดและทําความสะอาดเปลือกตาในกรณีที่มีความผิดปกติของเปลือกตา

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย ให้กลับมาแข็งแรงและมีสุขภาพดี

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย ให้กลับมาแข็งแรงและมีสุขภาพดี ซึ่งเป็นต้นเหตุของสิวอุดตัน หน้ามัน หมองคล้ำ โดยอาการของแต่ละคนนั้นก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคนว่ามีมากน้อยแค่ไหน

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย

1-ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ เพราะการใช้น้ำที่อุณหภูมิปกติ เป็นการรักษาสมดุลบนผิวหนัง และไม่ควรใช้น้ำร้อนโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นตัวทำให้สมดุลบนผิวศูนย์เสียได้
และไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป แต่เพียง 2ครั้งก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่มีผิวแฟ้ง่าย

2-หลีกเลี่ยงการเช็ดหน้าด้วยผ้าขนหนู แต่ควรใช้การซับแทน เพราะการเช็ดอาจจะกลายเป็นการกระตุ้นให้อาการแพ้รุนแรงมากขึ้น

3-ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทก็มีส่วนผสมที่แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนประกอบหลายตัวจะไปกระตุ้นทำให้ผิวมีอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะ แอลกอฮอล์ น้ำหอม สารกันเสีย สารแต่งสี และสีบางชนิด เพื่อลดโอกาสที่ผิวจะระคายเคือง และได้รับอันตราย

4-หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ผิวมีอาการแพ้แล้ว เพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม และให้ผิวได้พักผ่อนและฟื้นฟูได้เร็วที่สุด

5-คลีมกันแดด หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้หญืงไทยทุกคน ที่ต้องเจอกับแดดแรง โดยเฉพาะรังสี ยูวี ที่เป็นตัวกระตุ้นผิวแพ้ง่ายได้ดีที่สุด ซึ่งอาจทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดสิวผด ดังนั้นการทาคลีมกันแดดทุกครั้งก็ยังเป็นสิ่งที่สมควร โดยคลีมควรเป็นคลีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายเท่านั้น

6-กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่นั้น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แต่ท่ายังไม่มั่นใจ ก็สามารถเสริมด้วยอาหารที่ให้วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ และการลดอาหารประเภทแป้งก็มีส่วนช่วยในการปกป้องผิวของเราได้

7-รักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะของใช้ที่ต้องสัมผัสกับผิวบ่อยครั้ง เพราะต่อให้เรารักษาความสะอาดของตัวเองดีแค่ไหน แต่ถ้าของใช้ส่วนกับถูกละเลย นั้นอาจจะนำไปสู่อาการแพ้แบบเรื้อรัง ที่ไม่ว่าจะรักษาเท่าไรก็ไม่หาย หาหมอกี่ท่านก็ไม่ช่วย กินยามากแค่ไหนก็ยังมีการแพ้ นั้นอาจจะเป็นปัญหาจากของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มือถือ เป็นต้น

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

น้ำหอม 
ทั้งจากผลิตภัณฑ์ และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ เช่น สบู่ แชมพู คลีมนวด สิ่งของเหล่านี้ล้วนผสมน้ำหอม เพื่อให้มีกลิ่นน่าใช้ แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นกลิ่นจากสารเคมีสังเคราะห์ ที่ทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้ง่าย

สารกันเสีย
สารพาราเบน ซึ้งเป็นสารกันเสียที่ใช้กันทั่วไป เพื่อยับยังเชื้อรา แบคทีเรียและจุลินทรีย์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น แม้จะสารพาราเบนจพไม่มีผลเสียต้องสุขภาพ แต่สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายก็ควรหลีเลี่ยงความเสียงต่างๆ ที่อาจจจะไปกระตุ้นอาการแพ้ให้ได้มากที่สุด

เม็ดสครับ เม็ดสคลับอาจจะทำให้ผิวถลอกได้ จากขนาดของเม็ดสคลับที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะไปกระตุ้นอาการแพ้ได้

สำหรับคนมีผิวแพ้ง่าย ควรให้ความดูแลและเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ เพราะมันอาจจะกลายเป็นปัญหา ที่แก้ไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะของใช้ส่วนตัวที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

วิธีดูแลผิวมัน ให้กลับมามีสุขภาพดี

วิธีดูแลผิวมัน ให้กลับมามีสุขภาพดี

วิธีดูแลผิวมัน ให้กลับมามีสุขภาพดี คุณสมบัติที่ชัดเจนของผิวมัน คือผิวมันเร็ว ผิวดูเงางามบางครั้งดูมันเยิ้มเมื่อสัมผัสกับความร้อนหรือเหงื่อออกมาก นอกจากนี้คนที่มีผิวยังมีการแต่งหน้าอย่างหนักที่พวกเขาสามารถติดได้ เครื่องสําอางมักจะหลุดออกมาเล็กน้อยในระหว่างวัน

วิธีดูแลผิวมัน

ล้างหน้าเพียง 2 ครั้งต่อวัน
ความมันบนใบหน้า รบกวนความมั่นใจ บวกกับสภาพอากาศที่ร้อน และชื้น มันสามารถทําให้คนที่มีผิวหน้ามันแล้ว มันจะยิ่งมันเร็วขึ้น ดังนั้น หลายคนเลือกที่จะล้างหน้าในระหว่างวัน เพื่อลดความมันบนใบหน้า แต่วิธีนี้ สามารถส่งผลเสียต่อคนหน้ามันโดยไม่รู้ตัว
ในขณะที่ใช้น้ำยาทําความสะอาดผิวหน้าจริงช่วยล้างความมันได้, แต่ความมันเป็นเพียงชั่วคราว, ที่ล้างหน้าของคุณบ่อยเกินไป อาจทําให้ผิวสูญเสียความสมดุล และทําให้คุณมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดสิว.ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอาจจะ ขจัดความมันได้จริง แต่มันก็จะส่งผลให้ผิวแห้งกว่าปกติ ร่างกายจึงช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำมัน เพื่อฟื้นฟูสภาพธรรมชาติของผิว ซึ่งสามารถทําให้ผิวมันขึ้น
ผู้ที่มีผิวมันควรล้างหน้าวันละสองครั้ง และมุ่งเน้นไปที่การล้างหน้าหลังจากตื่นนอน และก่อนนอน เพื่อไม่ให้รบกวนผิวมากเกินไป อย่างไรก็ตาม สามารถเพิ่มการล้างหน้าได้ในระหว่างวัน เมื่อคุณออกกําลังกาย หรือทํากิจกรรมที่มีเหงื่อออก

เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม
การมีผิวมัน ไม่จําเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเพื่อกําจัดความมัน แต่เป็นการดีที่สุด ที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทําความสะอาดผิว ที่ทําความสะอาดอย่างล้ำลึก อ่อนโยนต่อผิวและหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่แห้ง และกระชับใบหน้าหลังจากล้างหน้าเนื่องจากอาจทําให้ผิวอ่อนแอ และมันมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ที่เหมาะกับผิวแต่ละประเภท มีความแตกต่างกัน ดังนั้น เราควรจับตาดูการเปลี่ยนแปลง และผลข้างเคียงหลังการใช้งาน และขอให้ผู้ขายที่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์เลือกผลิตภัณฑ์ เพื่อความสะอาดที่เหมาะสมกับผิว และตรงตามความต้องการในการใช้งาน

มาสก์หน้าสัปดาห์ละครั้ง
มาสก์หน้าปกติ สามารถช่วยทําความสะอาดรูขุมขน และลดการอุดตัน ที่อาจทําให้เกิดสิวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาสก์ที่เหมาะสําหรับการลดความมันจากผิวหนังใน T-zone ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากผู้หญิงมีผิวที่แห้งและขาดน้ําบนแก้มของเธอเธอควรปกปิดใบหน้าของเธอในช่วง T-zone ที่ไวต่อความมันเท่านั้น ไม่จําเป็นต้องซ่อนผิวในบริเวณที่ขาดความชุ่มชื้น

กระดาษซับมัน
กระดาษซับเป็นตัวช่วยที่คนหน้ามัน ที่ควรพกติดตัวไปด้วย และใช้เพื่อซับใบหน้า หรือส่วนอื่น ๆ ของผิว เพื่อลดความมันในระหว่างวัน แทนที่จะล้างหน้า ซึ่งจะช่วยลดความมัน และลดปัญหาการล้างหน้าบ่อยเกินไป

ไม่รบกวนผิว 
ควมมันและสิวบนใบหน้า ได้รบกวนจิตใจของคนที่มีผิวมัน อยู่ตลอดเวลา บางคนก็ไปสมัผัสโดยบังเอิญ แกะเกาผิวหนังและสิว ทําให้สิ่งสกปรก ไปติดอยู่ในรูขุมขน จากเล็บและนิ้วมือ สิ่งนี้ทําให้เกิดรูขุมขนอุดตัน การอุดตันของสิว มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดติดเชื้อ หากแกะเกาสิว จะทําให้การอักเสบของสิว และผิวหนังโดยรอบรุนแรงขึ้น ผิวที่เป็นสิวง่ายจะหายช้ากว่า

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

วิธีดูแลผิวแห้ง ให้กลับมาชุ่มชื่น และมีสุขภาพดี

วิธีดูแลผิวแห้ง ให้กลับมาชุ่มชื่น และมีสุขภาพดีนี่คือสาเหตุหลายประการ รวมถึงปัจจัยภายในที่ขึ้นอยู่กับลักษณะทางพันธุกรรมของบุคคลและปัจจัยภายนอกเช่นร่างกายที่ประสบกับสภาพอากาศร้อน ดังนั้นการรู้วิธีรับมืออย่างถูกต้องจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังช่วยสร้างผิวที่มีสุขภาพดี

วิธีดูแลผิวแห้ง

อาการของผิวแห้ง
แบ่งเป็น 3 ระดับ
-ผิวแห้งเป็นบางครั้ง เกิดจากการดื่มน้ำน้อย ทำให้ผิวขาดน้ำ หรือพักผ่อนน้อย
-ผิวแห้งทั่วไป ส่วนมากมักเกิดกับคนที่มีบอบบาง แพ้ง่าย และสภาพอากาศเป็นแบบไหนก็จะไม่เกิดปัญหา
-ผิวแห้งมาก เกิดได้จากปัจจัยภายใน (ผิวบอบบาง พักผ่อนน้อย ดื่มน้ำน้อย) และภายนอก (แสงแดด อากาศร้อนจัด ฯลฯ)
โดยจะรู้สึกตึง หรือแห้งที่ผิว ไม่เปล่งปลั่ง ขาดความอิ่มเอิบ เครื่องสำอางไม่ติด และหลุดล่อนออกโดยง่าย ผิวเป็นขุย หยาบกร้าน เกิดสิว หรือผดอักเสบต่าง ๆ

การดูแลผิวแห้ง

ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้รับความชุ่มชื้นที่พอเหมาะ เมื่อน้ำเข้าสู่กระแสเลือดแล้วส่งไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ก็จะส่งผลให้ผิวเริ่มมีความชุ่มชื้นมากขึ้น นอกจากจะช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้นแล้ว ยังทำให้ผิวดูมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่งสดใสอีกด้วย

อย่าอาบน้ำนาน 
คุณรู้หรือไม่? ว่าในฤดูหนาว การอาบน้ำมากขึ้นจะไม่ทำให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น แต่กลับแห้ง ดังนั้นจึงขอแนะนําให้อาบน้ำไม่เกิน 15 นาทีและหลีกเลี่ยงการขัดผิวที่รุนแรงและ หลังจากอาบน้ำอย่าใช้ผ้าขนหนูเพื่อทําให้ตัวเองแห้งทันที แต่คุณควรเช็ดเบา ๆ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอบนผิวหนังเพื่อให้ผิวไม่แห้งเกินไป

ใช้สบู่ให้เหมาะกับผิว 
สบู่มีน้ำหอม และสารที่สามารถทําให้ผิวของคุณแห้งได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสําคัญมาก ที่จะต้องเลือกสบู่ ที่เหมาะสมสําหรับผิวของคุณในฤดูหนาว ดังนั้น เลือกสบู่ธรรมชาติที่มีผลอ่อนโยนต่อผิว ให้ความชุ่มชื้น และระวังอย่าให้ผิวขาวมากเกินไป

-ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมกับตนเอง เป็นประจำ
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เหมาะสม เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น ในฤดูหนาว สิ่งที่สําคัญคือ ต้องทาครีมบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากอาบน้ำเมื่อคุณยังเปียกอยู่ เพื่อล็อคความชุ่มชื้นจากการระเหย

พักผ่อนให้เพียงพอ
ควรนอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง และไม่ควรนอนดึก เพื่อให้ผิวได้ฟื้นฟู กลับมาชุ่มชื่นอีกครั้ง

สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม
ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน ฝนตก หรือหนาวเย็น สิ่งสําคัญคือ ต้องแต่งกายให้เหมาะสม กับสภาพอากาศ ในฤดูหนาวที่จะมาถึง อาจมีแดดจัด ดังนั้น จึงแนะนําให้สวมเสื้อผ้าที่แน่น แต่มีผ้าที่สวมใส่สบาย ไม่ระคายเคืองผิว เช่นผ้าฝ้าย รวมทั้งทาครีมกันแดด ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ และน้ํามันที่กักเก็บความชุ่มชื้นของผิวเป็นประจํา

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

5สภาพผิวหน้า มีลักษณะอย่างไร แล้วผิวหน้าของคุณจัดอยู่ในแบบไหน

5สภาพผิวหน้า มีลักษณะอย่างไร แล้วผิวหน้าของคุณจัดอยู่ในแบบไหน สำหรับทุกคนที่ต้องออกไปทำงาน เจอกับสภาพ อากาศ มลพิษทางอากาศ แสงแดดแสนร้อนแรง

5สภาพผิวหน้า

โดยทั่วไปใบหน้าของผู้คนสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภท: ผิวธรรมดา ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย และผิวผสม เกิดจากพันธุกรรม รวมถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น สิ่งแวดล้อม นิสัยการกินหรือนิสัยประจําวันของเรา

1.ผิวธรรมดา (Normal Skin)
ผิวหน้าปกติถือเป็นผิวที่สมดุลที่สุดของใบหน้า ผิวบน T-zone (หน้าผากจมูกและคาง) มีความมันเล็กน้อยและไม่แห้งเกินไป ให้ความชุ่มชื้นทําให้ผิวนุ่มขึ้นหรือที่เรียกว่าผิวที่มีสุขภาพดี

ลักษณะของผิวธรรมดา
ผิวเรียบเนียนนุ่มไม่มีสิวริ้วรอย
รูขุมขนเล็ก ๆ
ผิวไม่มันและไม่แห้งมากเกินไป
การไหลเวียนโลหิตที่ดีฟื้นฟูผิวสีชมพูอมชมพูไม่จางหาย
การดูแลผิวธรรมดา
ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นประจําเพื่อให้ผิวของคุณมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น ทําความสะอาดผิวด้วยโฟมบํารุงผิวหน้าอ่อนโยน เขามีค่า pH 5.5 และทาครีมกันแดดก่อนออกไปข้างนอกเสมอ

2. ผิวมัน (Oily Skin)
ผิวหน้าเป็นผิวที่ผลิตน้ํามันในปริมาณที่มากเกินไป รูขุมขนมองเห็นได้ชัดเจนเพราะรูขุมขนมีขนาดใหญ่และมีแนวโน้มที่จะเกิดสิว เมื่อคุณใช้กระดาษในการทําความสะอาด คุณจะเห็นน้ํามันบนกระดาษได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจมูกหน้าผากและโหนกแก้ม

ลักษณะของผิวมัน
ใบหน้าทาจาระบีได้ง่าย
มันวาว, มันวาว, รูขุมขนกว้าง
น้ํามันให้ความชุ่มชื้นมากเกินไปสําหรับผิว
บางครั้งมีสิวหัวดําหรือสิวเมือก
ผิวหนังค่อนข้างหนาและไม่สามารถมองเห็นเส้นเลือดได้อย่างชัดเจน
การดูแลผิวมัน
ผู้ที่มีผิวมันควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ําหนักเบาและดูดซึมได้ง่ายเช่นโลชั่นหรือเซรั่มเช่นผิวมันที่สามารถผลิตสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ (ซีบัม) มักจะดี ควรล้างผิวมันให้สะอาดอย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยขจัดความมันส่วนเกินและป้องกันการสะสมของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว

3.ผิวแห้ง (Dry Skin)
ผิวแห้งเป็นผิวที่สร้างความมันน้อยกว่าผิวปกติและขาดกรดไขมันที่จําเป็นในการรักษาความชุ่มชื้น ทําให้ผิวเป็นขุย มันหยาบและดูน่าเบื่อเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นสบายเป็นเวลานาน

ลักษณะของผิวแห้ง
ผิวดูขาดน้ําและแห้ง
การเลิกใช้ค่าเงิน
ไม่มีผิวมันชุ่มชื้น
รูขุมขนเล็กและละเยด
ริ้วรอยก่อนวัย
การดูแลผิวแห้ง
ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีมอยเจอร์ไรเซอร์และเป็นครีม มอยเจอร์ไรเซอร์สามารถให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและรักษาสมดุลของใบหน้าที่อิ่มตัว เมื่อผิวลอกออกจะกลายเป็นสะเก็ด อย่าเกาหรือแกะออกเพราะอาจทําให้เกิดแผลได้ ควรสัมผัสใบหน้าเบา ๆ

4.ผิวบอบบาง แพ้ง่าย (Sensitive Skin)
ส่วนใหญ่แล้วผิวหน้าประเภทนี้พบได้ในผู้ที่มีผิวแห้งหรือผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังประเภทนี้บางมากจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดได้ ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายมีแนวโน้มที่จะแพ้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้กับผิวหนังได้ ผิวชนิดอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะเกิดรอยแดงบวมคันสิวแผลไหม้หรือสิว

คุณสมบัติของผิวแพ้ง่าย
ผิวบางแพ้ง่าย
ผื่นง่ายหรืออักเสบง่าย
มันมักจะระคายเคืองผลิตภัณฑ์ทั่วไป
สุขภาพผิวที่ไม่แข็งแรง
การดูแลผิวแพ้ง่าย
ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง (กระซิบว่าผลิตภัณฑ์ riviera suisse ได้รับการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังด้วยเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยและบํารุงผิวของเราได้ดี)

5. ผิวผสม (Combination Skin)
ผิวหน้าผสมมีลักษณะการรวมกันของผิวแห้งและผิวมัน T-zone (หน้าผากจมูกและคาง) ผลิตไขมันได้มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ซึ่งอํานวยความสะดวกในการพัฒนาสิวในบริเวณนี้ ในเวลาเดียวกันผิวในโซน U (รอบดวงตาแก้ม) มีลักษณะผิวแห้งและเป็นสะเก็ดจากการขาดน้ํามัน

ลักษณะของผิวผสม
ผิวมันใน T-zone (หน้าผาก จมูก และคาง)
ผิวแห้งในบริเวณ U-zone (รอบดวงตาและแก้ม)
สิวส่วนใหญ่อยู่ในโซน T
มีสิวบนหน้าผาก
การดูแลผิวแบบผสม
เป็นการดีที่สุดที่จะดูแลผิวให้เข้าที่เนื่องจากใบหน้าของเราผสมกับผิวมันและผิวแห้งและไม่แนะนําให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่หนาเกินไปเช่นผลิตภัณฑ์ที่ทําขึ้นโดยเฉพาะสําหรับผิวมันเนื่องจากจะทําให้ผิวแห้งมากขึ้นซึ่งอาจทําให้ผิวหยาบกร้านแดงขึ้น นอกจากนี้สารออกฤทธิ์ยังแรงเกินไป มันสามารถรบกวนต่อมไขมันและผลิตน้ํามันมากขึ้นกว่าเดิม.

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

วิธีสระผม ที่ถูกต้องเพื่อดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ

อย่าลืมตรวจสอบ! วิธีสระผม อย่างไรให้ถูกวิธี ? ! ไม่ใช่ เฉพาะผู้หญิงเท่านั้นที่มักทำผิดโดยไม่รู้ตัว เพราะการสระผมเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่เราทำแทบทุกวัน แต่เรายังคงทำพฤติกรรมบางอย่างเมื่อเราสระผม และเป็นสาเหตุของความเสียหาย ที่เราไม่คาดคิดเลย ให้ฉันบอกคุณว่าใครไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้ในขณะที่สระผม เปลี่ยนให้เป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อสุขภาพผม

วิธีสระผม ที่ถูกต้องเพื่อดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ

หวีผมก่อนสระผม
สิ่งแรกที่เราควรทำก่อนเริ่มสระผมที่ทุกคนต้องโทษก็คือการแปรงผมหรือสางผม หยิบหวีขึ้นมาก่อนและหวีผมทุกครั้ง ช่วยขจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกจากสารปนเปื้อนต่างๆ ปล่อยให้หลุดร่วงก่อนบนหนังศีรษะและเส้นผมที่เราเผชิญทั้งวัน การหวีหรือแปรงผมก่อนสระยังช่วยลดปัญหาผมพันกันเมื่อสระผมได้อีกด้วย ยังช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมเมื่อสระผม

ล้างผมด้วยน้ำเปล่าก่อน
หลังจากแปรงผมแล้ว แนะนำให้ล้างผมด้วยน้ำก่อนเริ่มสระผม ขณะสระผมด้วยน้ำสะอาด ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ที่หนังศีรษะและเส้นผมจำนวนมาก และยังเป็นขั้นตอนในการเตรียมหนังศีรษะและเส้นผมของเราก่อนการสระผมในขั้นตอนต่อไป การสระผมเป็นมากกว่าการกันกระแทกหรือแค่เปียกเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว แต่คุณต้องสระผมอย่างระมัดระวังโดยล้างหนังศีรษะและผมทั้งหมดด้วยน้ำ คุณต้องทำให้ผมของคุณชุ่มชื้นเหมือนการสระผมด้วยน้ำ!

สระผมด้วยน้ำเปล่าหากหนังศีรษะแห้ง อย่าสระผมหรือสระผมด้วยน้ำอุ่น ควรใช้เป็นน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ไม่ผ่านเครื่องทำความร้อนหรือเครื่องทำความร้อนชนิดใดๆ การล้างหรือสระผมด้วยน้ำอุ่นอาจทำให้หนังศีรษะแห้งและทำให้เกิดอาการคันได้ แล้วมีรังแค แต่ถ้าคุณมีหนังศีรษะมันโดยใช้น้ำอุ่นจะช่วยเปิดรูขุมขนบนหนังศีรษะ ขจัดสิ่งสกปรกหรือฝุ่นที่ติดอยู่กับเส้นผมและหนังศีรษะและหลุดออกได้ง่าย

ตีฟองแชมพูด้วยมือแล้วสระผม
ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการทำความสะอาดหนังศีรษะและเส้นผมอย่างล้ำลึกแล้ว ใครมีนิสัยชอบบีบแชมพูโดยตรงบนหนังศีรษะและเส้นผม หรือเทแชมพูลงบนมือโดยตรงแล้วถูโฟมลงบนศีรษะ นี่มันผิดมาก! ขอแนะนำให้เปลี่ยนหรือหยุดพฤติกรรมเหล่านี้ทันที เพราะการทำเช่นนี้อาจทำให้ผมร่วงได้
สิ่งที่เราควรทำคือเทแชมพูลงในมือ จากนั้นถูหรือตีแชมพูเพื่อสร้างฟองจากมือของเรา ประสานมือทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วถู จนเกิดฟองแล้วทาเบา ๆ บนหนังศีรษะและเส้นผมของเรา ใครทำฟองไม่ได้ ก็ใช้ตาข่ายโฟมช่วยได้นะคะ นอกจากนี้ยังสร้างฟองอากาศมากกว่าที่เราจะถูเป็นวงกลมด้วยมือของเราเอง!

หลังจากที่เราเอาแชมพูมาก็ถูหรือตบอย่างมีความสุข ทำงานได้ดีกับหนังศีรษะและเส้นผมของเรา มือของเราจะเริ่มเกา ยิ่งเกาหนังศีรษะยิ่งสนุกและน่าพอใจ เช่น เวลาเราไปร้านทำผม การจ้างช่างตัดผมมาล้าง คำถามที่เรามักได้รับจากช่างคือ “จะเกาไหม” แล้วเราจะรออะไร? เขาตอบอย่างมั่นใจทันทีว่า “โกนหนวด” ยิ่งโกนหนวดยิ่งสนุก และหนังศรีษะของเราก็จะสะอาดมากขึ้น นี่เป็นความเข้าใจผิด นี่เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรทำ! เพราะการทำเช่นนี้สามารถทำลายหนังศีรษะและเส้นผมของเราได้ อาจทำให้หนังศีรษะระคายเคือง ถัดมาคือปัญหาเรื่องรอยแดง ลอก หรือเกิดรอยแผลเป็นของหนังศีรษะ ซึ่งเป็นสาเหตุของผมร่วงด้วยสิ่งที่เราควรทำคือการนวดหรือถูหนังศีรษะเบา ๆ ถูหนังศีรษะเบา ๆ ด้วยสิบนิ้วของเรา อย่ารีบร้อนจนเกินไป คุณต้องให้เวลากับขั้นตอนนี้เล็กน้อย เพราะนอกจากจะทำความสะอาดหนังศีรษะมันและขจัดสิ่งสกปรกแล้ว การนวดศีรษะนั้นจะช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผมให้แข็งแรงและไม่หลุดร่วงง่าย

ใช้ครีมนวดผมหรือทรีทเม้นต์
เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้วิธีใช้ครีมนวดหรือครีมนวดผม ขั้นตอนที่ถูกต้องหรือถูกต้องของการใช้ครีมนวดผมเป็นสิ่งสำคัญ อีกขั้นจะช่วยบำรุงหนังศรีษะและเส้นผม ให้ความชุ่มชื่น ลดการพันกันและผมร่วง ดังนั้นมันยังสามารถทำลายหนังศีรษะและเส้นผมของเราได้หากเราไม่รู้วิธีใช้อย่างถูกต้อง!
ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องในการทาครีมนวดคือไม่ต้องทาครีมนวดบริเวณรากผมและหนังศีรษะมาก เนื่องจากฉันรู้ว่ามันทำให้ผมนุ่มและเรียบเนียน จึงควรนวดที่ปลายผมเท่านั้น อย่าใช้มากเกินไป เพราะอาจทำให้คอนดิชั่นเนอร์อยู่บนเส้นผมได้ นอกจากนี้ยังถือว่าไม่ดีสำหรับหนังศีรษะและเส้นผมหากไม่ได้ล้างออกหรือไม่สามารถล้างได้อย่างทั่วถึง สิ่งสำคัญที่สุดคือระวังอย่าให้ครีมนวดสัมผัสกับรากผมหรือหนังศีรษะ เมื่อฉันล้างครีมนวดผมออกในขณะที่นวดผมเพราะครีมนวดผมโดนและสัมผัสที่ด้านล่างของผมหรือหนังศีรษะ มันไม่ได้ช่วยให้ผมของคุณนุ่มขึ้น สวยขึ้น และมีสไตล์ขึ้นเลย ให้เติมน้ำมันที่หนังศีรษะและรากผมมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาผมมัน เหนียว ผมลีบแบน จนบางคนเกือบต้องสระผมเช้าเย็น

ล้างแชมพูออกด้วยน้ำเปล่า
นี่เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สวยมาก! ในกระบวนการล้างด้วยน้ำ มีสองวิธีในการทำความสะอาดโฟมแชมพูและครีมนวดที่เราใช้เป็นประจำ: 1. ล้างออกด้วยน้ำบนศีรษะของคุณ ให้น้ำไหลผ่านหน้าและตัว 2. ก้มศีรษะของคุณ แล้วล้างด้านหลังเหยือกด้วยน้ำ
วิธีที่ถูกต้องและถูกต้องคือวิธีที่ 2 ก้มศีรษะแล้วล้างจากท้ายทอยถึงยอดศีรษะด้วยน้ำสะอาด (ซึ่งตรงกันข้ามกับทิศทางปกติของขนที่ขึ้น) เพราะแชมพูส่วนใหญ่จะวิ่งไปไกลสุดที่ท้ายทอย ควรล้างให้ทั่วหนังศีรษะ อย่างน้อย 2 นาทีหรือจนกว่าแชมพูจะหมด ให้เวลากับกระบวนการทำความสะอาดบ้าง ไม่ทิ้งฟองแชมพูใดๆ เพราะมิฉะนั้นแชมพูจะกลายเป็นสารตกค้างบนหนังศีรษะและเส้นผม อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ คัน สะเก็ด และผมร่วง

เป่าผมให้แห้ง
ขั้นตอนสุดท้ายของการสระผมหลังจากทุกขั้นตอน สำคัญเท่ากับขั้นตอนอื่นๆ คือการทำให้ผมแห้งสนิท! คุณต้องเป่าผมให้แห้ง จะพัดลม ไดร์เป่าผม หรือใช้ร่วมกันก็ได้! ปล่อยให้แห้งภายใน 5 นาทีหลังอาบน้ำ ทิ้งไว้ให้นานขึ้นหรือห่อด้วยผ้าเพื่อให้ชื้น หรือรอให้ผมแห้งเอง เชื้อราและแบคทีเรียจะมาเยือนคุณ! ทั้งเชื้อราและแบคทีเรียสามารถเติบโตบนหนังศีรษะทำให้เกิดการอักเสบได้ คุณจะสังเกตเห็นจุดสีแดงที่เปลี่ยนจากหนังศีรษะปกติไปเป็นหนังศีรษะทั้งหมด หรือเกิดอาการแพ้ อาการคัน และนำไปสู่รังแค!

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com