Archives September 2022

โรคตาที่ต้องระวัง

โรคตาที่ต้องระวัง สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจคัดกรองดวงตาไม่เพียง แต่ช่วยในการค้นพบความผิดปกติของดวงตาในระยะแรก แต่ยังช่วยในการค้นพบโรคตาเมื่อไม่มีอาการโดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ทุกข์ทรมานจากความเสื่อม

โรคตาที่ต้องระวัง

ต้อหิน (Glaucoma) กิดจากการเสื่อมสภาพของเส้นประสาทตาซึ่งในที่สุดส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นส่วนใหญ่มีความดันลูกตาสูง , อาการที่สังเกตได้ คือ, ถ้าคุณมีโรคต้อหินเฉียบพลัน, คุณจะพบกับอาการปวดตา, มองเห็นภาพซ้อนและรุ้งรอบกองไฟ, และอาการปวดหัว, คลื่นไส้และอาเจียนอาจเกิดขึ้นเนื่องจากความดันตาสูง. สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคต้อหินคือผู้ป่วยจํานวนน้อยไม่มีอาการเลยเช่นภัยคุกคามเงียบ ๆ ที่ค่อยๆทําลายเส้นประสาทโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า โรคต้อหินเฉียบพลันพบได้บ่อยในชาวเอเชียและปัจจุบันพบได้บ่อยในคนที่อายุน้อยกว่า (นั่นคือเริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปี)

ต้อกระจก (Cataract) มันเป็นเงื่อนไขที่เลนส์ของดวงตากลายเป็นเมฆมาก จากความสว่างปกติแสงจะเข้าสู่ดวงตา การปกปิดทําให้จอประสาทตาไม่สามารถให้ภาพที่ชัดเจนได้ ส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีอายุ 50 ถึง 60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยตั้งแต่วัยเด็กหรือผู้มีมา แต่กําเนิดหรืออายุน้อยกว่า เมื่อใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานในแถว. อุบัติเหตุทางตาหรือโรคที่มีการอักเสบในดวงตา เป็นต้น อาการที่สังเกตได้คือดวงตาค่อยๆพร่ามัวเหมือนหมอกหรือหมอก การมองเห็นภาพซ้อนแสงแบบกระจายสีเหลืองหรือสีที่บิดเบี้ยวสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเช่นสายตาสั้นมากขึ้น แว่นตาต้องเปลี่ยนบ่อยผิดปกติ

ต้อเนื้อ ต้อลม (Pterygium) การเสื่อมสภาพของเยื่อบุลูกตาทําให้เกิดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติเช่นเยื่อหุ้มสีแดงที่ขยายเข้าไปในตาดําในรูปแบบของรูปสามเหลี่ยม ค่อยๆแพร่กระจายเมื่อมันอยู่ใกล้มากหรือครอบคลุมนักเรียน การมองเห็นผิดปกติโดยมีสายตาเอียงมากขึ้นหรือมองเห็นภาพซ้อนมาก ครีบตั้งอยู่บนหัวของตาและไม่ได้อยู่บนหางของตา โรคนี้เกี่ยวข้องกับแสงแดด แสงอัลตราไวโอเลตทําให้เกิดอาการกําเริบของเยื่อบุลูกตา มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในเขตร้อนและผู้ที่ทํางานกลางแจ้ง แสงแดดลมฝุ่นควันทรายเป็นเรื่องปกติสําหรับผู้ที่มีอายุ 30 ถึง 35 ปี อาการคือตาแดงและระคายเคือง ความรู้สึกไม่สบายตา หากพร่ามัวมากภาพจะไม่ชัดเจน Pinguecula เป็นการเสื่อมสภาพที่เหมือนกับต้อเนื้อ แต่มันแพร่กระจายไม่เพียง แต่ในตาดําของเยื่อบุลูกตา มันน่ารําคาญเพียง แต่ดวงตาไม่พร่ามัว

วุ้นตาเสื่อม Vitreous Degeneration มันเป็นลักษณะเจลที่ชัดเจนและเจลาตินตั้งอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตาติดกับเรตินาที่ล้อมรอบมัน เมื่อเจลาตินตาเสื่อมสภาพ น้ําวุ้นในดวงตาจะถูกเปลี่ยนส่วนกลายเป็นของเหลวและบางก้อนจับตัวเป็นก้อนหรือเส้นเช่น yakyai และวุ้นสามารถหดตัวและขัดผิวของเรตินา ทําให้มองเห็นเป็นเงาดํา จุดเล็ก ๆ เส้น เคลื่อนไหวเมื่อคุณกลอกตาหรือมีฟ้าผ่าหรือแฟลชจากกล้อง ที่น่าสนใจสาเหตุของโรคมักจะเกิดจากความเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีและสายตาสั้น แต่ทุกวันนี้คนที่มีความผิดปกตินี้อายุน้อยกว่าและอายุน้อยกว่าและหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาก็อาจร้ายแรงได้ถึงการแตกของจอประสาทตา สิ่งนี้อาจทําให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ดังนั้นควรดําเนินการตรวจคัดกรองและหากมีอาการให้ปรึกษาแพทย์ทันที

จอประสาทตาเสื่อมตามวัย Age – Related Macular Degeneration: AMD นี่คือสาเหตุที่ตัวรับภาพในใจกลางของจอประสาทตาเสื่อม สิ่งนี้มักจะเกี่ยวข้องกับอายุ พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มันร้ายแรงแม้กระทั่งสูญเสียการมองเห็น อาการที่พบคือตาพร่ามัว, การมองเห็นผิดเพี้ยน, มองเห็นภาพซ้อน, จุดด่างดําหรือเงาตรงกลางภาพซึ่งจอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาทันทีด้วยจักษุแพทย์เพื่อรักษาและช่วยควบคุมการเสื่อมสภาพของการมองเห็นที่รบกวนคุณภาพชีวิต การป้องกันและการดูแลที่ดีที่สุดคือการตรวจคัดกรองและดูแลดวงตา หลีกเลี่ยงแสงแดดกินอาหารเพื่อสุขภาพออกกําลังกายเป็นประจํา การควบคุมน้ําหนักการงดสูบบุหรี่จะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพที่อาจเกิดขึ้น

เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) มันเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากโรคเบาหวาน พบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน, เกิดจากน้ําตาลในเลือดสูง. สิ่งนี้นําไปสู่การเสื่อมสภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้ชั้นจอประสาทตาในลูกตาเสื่อมลง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาจทําให้มองเห็นภาพซ้อนและตาบอดได้ สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคนี้คือผู้ป่วยโรคเบาหวานบางคนไม่เคยตรวจตาดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่าการมองเห็นแต่ละด้านเป็นอย่างไรเพราะพวกเขายังคงมองเห็นได้โดยรวม แต่อาจมีด้านหนึ่งที่แย่กว่านั้นและบางคนรู้สึกว่าการมองเห็นโดยรวมยังคงเป็นเรื่องปกติดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้มาพบจักษุแพทย์ การตรวจคัดกรองและปฏิบัติตามคําแนะนําของแพทย์ตลอดจนการควบคุมโรคเบาหวานจะช่วยลดความเสียหายและความรุนแรงของดวงตาและอวัยวะอื่น ๆ

ตาแห้ง (Dry Eyes) มันเป็นโรคตาที่พบได้บ่อยในกลุ่มอายุผู้สูงอายุและคนฉกรรจ์ มีความรู้สึกไม่สบายในดวงตาระคายเคืองเช่นสิ่งแปลกปลอมในดวงตาแสบร้อนของดวงตาหรือน้ําตาไหลมาก มันเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่นความผิดปกติของต่อม meibomian, สวมคอนแทคเลนส์, การใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหรือโรคและการใช้ยาบางชนิด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาการมองเห็นอาจแย่ลง มีการอักเสบของเยื่อบุลูกตาหรือกระจกตา การวินิจฉัยสามารถทําได้โดยการตรวจตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์และสามารถวัดจํานวนและคุณภาพของน้ําตาได้ การรักษาตาแห้งขึ้นอยู่กับสาเหตุ, มักจะต้องใช้น้ําตาเทียม. ปรับพฤติกรรมเมื่อใช้หรือประคบอุ่นนวดและทําความสะอาดเปลือกตาในกรณีที่มีความผิดปกติของเปลือกตา

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

โรคตาที่ต้องระวัง

โรคตาที่ต้องระวัง สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจคัดกรองดวงตาไม่เพียง แต่ช่วยในการค้นพบความผิดปกติของดวงตาในระยะแรก แต่ยังช่วยในการค้นพบโรคตาเมื่อไม่มีอาการโดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ทุกข์ทรมานจากความเสื่อม

โรคตาที่ต้องระวัง

ต้อหิน (Glaucoma) กิดจากการเสื่อมสภาพของเส้นประสาทตาซึ่งในที่สุดส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นส่วนใหญ่มีความดันลูกตาสูง , อาการที่สังเกตได้ คือ, ถ้าคุณมีโรคต้อหินเฉียบพลัน, คุณจะพบกับอาการปวดตา, มองเห็นภาพซ้อนและรุ้งรอบกองไฟ, และอาการปวดหัว, คลื่นไส้และอาเจียนอาจเกิดขึ้นเนื่องจากความดันตาสูง. สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคต้อหินคือผู้ป่วยจํานวนน้อยไม่มีอาการเลยเช่นภัยคุกคามเงียบ ๆ ที่ค่อยๆทําลายเส้นประสาทโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า โรคต้อหินเฉียบพลันพบได้บ่อยในชาวเอเชียและปัจจุบันพบได้บ่อยในคนที่อายุน้อยกว่า (นั่นคือเริ่มตั้งแต่อายุ 30 ปี)

ต้อกระจก (Cataract) มันเป็นเงื่อนไขที่เลนส์ของดวงตากลายเป็นเมฆมาก จากความสว่างปกติแสงจะเข้าสู่ดวงตา การปกปิดทําให้จอประสาทตาไม่สามารถให้ภาพที่ชัดเจนได้ ส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีอายุ 50 ถึง 60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยตั้งแต่วัยเด็กหรือผู้มีมา แต่กําเนิดหรืออายุน้อยกว่า เมื่อใช้สเตียรอยด์เป็นเวลานานในแถว. อุบัติเหตุทางตาหรือโรคที่มีการอักเสบในดวงตา เป็นต้น อาการที่สังเกตได้คือดวงตาค่อยๆพร่ามัวเหมือนหมอกหรือหมอก การมองเห็นภาพซ้อนแสงแบบกระจายสีเหลืองหรือสีที่บิดเบี้ยวสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเช่นสายตาสั้นมากขึ้น แว่นตาต้องเปลี่ยนบ่อยผิดปกติ

ต้อเนื้อ ต้อลม (Pterygium) การเสื่อมสภาพของเยื่อบุลูกตาทําให้เกิดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติเช่นเยื่อหุ้มสีแดงที่ขยายเข้าไปในตาดําในรูปแบบของรูปสามเหลี่ยม ค่อยๆแพร่กระจายเมื่อมันอยู่ใกล้มากหรือครอบคลุมนักเรียน การมองเห็นผิดปกติโดยมีสายตาเอียงมากขึ้นหรือมองเห็นภาพซ้อนมาก ครีบตั้งอยู่บนหัวของตาและไม่ได้อยู่บนหางของตา โรคนี้เกี่ยวข้องกับแสงแดด แสงอัลตราไวโอเลตทําให้เกิดอาการกําเริบของเยื่อบุลูกตา มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในเขตร้อนและผู้ที่ทํางานกลางแจ้ง แสงแดดลมฝุ่นควันทรายเป็นเรื่องปกติสําหรับผู้ที่มีอายุ 30 ถึง 35 ปี อาการคือตาแดงและระคายเคือง ความรู้สึกไม่สบายตา หากพร่ามัวมากภาพจะไม่ชัดเจน Pinguecula เป็นการเสื่อมสภาพที่เหมือนกับต้อเนื้อ แต่มันแพร่กระจายไม่เพียง แต่ในตาดําของเยื่อบุลูกตา มันน่ารําคาญเพียง แต่ดวงตาไม่พร่ามัว

วุ้นตาเสื่อม Vitreous Degeneration มันเป็นลักษณะเจลที่ชัดเจนและเจลาตินตั้งอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตาติดกับเรตินาที่ล้อมรอบมัน เมื่อเจลาตินตาเสื่อมสภาพ น้ําวุ้นในดวงตาจะถูกเปลี่ยนส่วนกลายเป็นของเหลวและบางก้อนจับตัวเป็นก้อนหรือเส้นเช่น yakyai และวุ้นสามารถหดตัวและขัดผิวของเรตินา ทําให้มองเห็นเป็นเงาดํา จุดเล็ก ๆ เส้น เคลื่อนไหวเมื่อคุณกลอกตาหรือมีฟ้าผ่าหรือแฟลชจากกล้อง ที่น่าสนใจสาเหตุของโรคมักจะเกิดจากความเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีและสายตาสั้น แต่ทุกวันนี้คนที่มีความผิดปกตินี้อายุน้อยกว่าและอายุน้อยกว่าและหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาก็อาจร้ายแรงได้ถึงการแตกของจอประสาทตา สิ่งนี้อาจทําให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ดังนั้นควรดําเนินการตรวจคัดกรองและหากมีอาการให้ปรึกษาแพทย์ทันที

จอประสาทตาเสื่อมตามวัย Age – Related Macular Degeneration: AMD นี่คือสาเหตุที่ตัวรับภาพในใจกลางของจอประสาทตาเสื่อม สิ่งนี้มักจะเกี่ยวข้องกับอายุ พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มันร้ายแรงแม้กระทั่งสูญเสียการมองเห็น อาการที่พบคือตาพร่ามัว, การมองเห็นผิดเพี้ยน, มองเห็นภาพซ้อน, จุดด่างดําหรือเงาตรงกลางภาพซึ่งจอประสาทตาเสื่อมเป็นโรคที่ต้องได้รับการรักษาทันทีด้วยจักษุแพทย์เพื่อรักษาและช่วยควบคุมการเสื่อมสภาพของการมองเห็นที่รบกวนคุณภาพชีวิต การป้องกันและการดูแลที่ดีที่สุดคือการตรวจคัดกรองและดูแลดวงตา หลีกเลี่ยงแสงแดดกินอาหารเพื่อสุขภาพออกกําลังกายเป็นประจํา การควบคุมน้ําหนักการงดสูบบุหรี่จะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพที่อาจเกิดขึ้น

เบาหวานขึ้นตา (Diabetic Retinopathy) มันเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากโรคเบาหวาน พบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน, เกิดจากน้ําตาลในเลือดสูง. สิ่งนี้นําไปสู่การเสื่อมสภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่งผลให้ชั้นจอประสาทตาในลูกตาเสื่อมลง หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอาจทําให้มองเห็นภาพซ้อนและตาบอดได้ สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคนี้คือผู้ป่วยโรคเบาหวานบางคนไม่เคยตรวจตาดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่าการมองเห็นแต่ละด้านเป็นอย่างไรเพราะพวกเขายังคงมองเห็นได้โดยรวม แต่อาจมีด้านหนึ่งที่แย่กว่านั้นและบางคนรู้สึกว่าการมองเห็นโดยรวมยังคงเป็นเรื่องปกติดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้มาพบจักษุแพทย์ การตรวจคัดกรองและปฏิบัติตามคําแนะนําของแพทย์ตลอดจนการควบคุมโรคเบาหวานจะช่วยลดความเสียหายและความรุนแรงของดวงตาและอวัยวะอื่น ๆ

ตาแห้ง (Dry Eyes) มันเป็นโรคตาที่พบได้บ่อยในกลุ่มอายุผู้สูงอายุและคนฉกรรจ์ มีความรู้สึกไม่สบายในดวงตาระคายเคืองเช่นสิ่งแปลกปลอมในดวงตาแสบร้อนของดวงตาหรือน้ําตาไหลมาก มันเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่นความผิดปกติของต่อม meibomian, สวมคอนแทคเลนส์, การใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหรือโรคและการใช้ยาบางชนิด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาการมองเห็นอาจแย่ลง มีการอักเสบของเยื่อบุลูกตาหรือกระจกตา การวินิจฉัยสามารถทําได้โดยการตรวจตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์และสามารถวัดจํานวนและคุณภาพของน้ําตาได้ การรักษาตาแห้งขึ้นอยู่กับสาเหตุ, มักจะต้องใช้น้ําตาเทียม. ปรับพฤติกรรมเมื่อใช้หรือประคบอุ่นนวดและทําความสะอาดเปลือกตาในกรณีที่มีความผิดปกติของเปลือกตา

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย ให้กลับมาแข็งแรงและมีสุขภาพดี

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย ให้กลับมาแข็งแรงและมีสุขภาพดี ซึ่งเป็นต้นเหตุของสิวอุดตัน หน้ามัน หมองคล้ำ โดยอาการของแต่ละคนนั้นก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคนว่ามีมากน้อยแค่ไหน

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย

1-ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ เพราะการใช้น้ำที่อุณหภูมิปกติ เป็นการรักษาสมดุลบนผิวหนัง และไม่ควรใช้น้ำร้อนโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นตัวทำให้สมดุลบนผิวศูนย์เสียได้
และไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป แต่เพียง 2ครั้งก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่มีผิวแฟ้ง่าย

2-หลีกเลี่ยงการเช็ดหน้าด้วยผ้าขนหนู แต่ควรใช้การซับแทน เพราะการเช็ดอาจจะกลายเป็นการกระตุ้นให้อาการแพ้รุนแรงมากขึ้น

3-ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทก็มีส่วนผสมที่แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนประกอบหลายตัวจะไปกระตุ้นทำให้ผิวมีอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะ แอลกอฮอล์ น้ำหอม สารกันเสีย สารแต่งสี และสีบางชนิด เพื่อลดโอกาสที่ผิวจะระคายเคือง และได้รับอันตราย

4-หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ผิวมีอาการแพ้แล้ว เพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม และให้ผิวได้พักผ่อนและฟื้นฟูได้เร็วที่สุด

5-คลีมกันแดด หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้หญืงไทยทุกคน ที่ต้องเจอกับแดดแรง โดยเฉพาะรังสี ยูวี ที่เป็นตัวกระตุ้นผิวแพ้ง่ายได้ดีที่สุด ซึ่งอาจทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดสิวผด ดังนั้นการทาคลีมกันแดดทุกครั้งก็ยังเป็นสิ่งที่สมควร โดยคลีมควรเป็นคลีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายเท่านั้น

6-กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่นั้น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แต่ท่ายังไม่มั่นใจ ก็สามารถเสริมด้วยอาหารที่ให้วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ และการลดอาหารประเภทแป้งก็มีส่วนช่วยในการปกป้องผิวของเราได้

7-รักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะของใช้ที่ต้องสัมผัสกับผิวบ่อยครั้ง เพราะต่อให้เรารักษาความสะอาดของตัวเองดีแค่ไหน แต่ถ้าของใช้ส่วนกับถูกละเลย นั้นอาจจะนำไปสู่อาการแพ้แบบเรื้อรัง ที่ไม่ว่าจะรักษาเท่าไรก็ไม่หาย หาหมอกี่ท่านก็ไม่ช่วย กินยามากแค่ไหนก็ยังมีการแพ้ นั้นอาจจะเป็นปัญหาจากของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มือถือ เป็นต้น

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

น้ำหอม 
ทั้งจากผลิตภัณฑ์ และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ เช่น สบู่ แชมพู คลีมนวด สิ่งของเหล่านี้ล้วนผสมน้ำหอม เพื่อให้มีกลิ่นน่าใช้ แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นกลิ่นจากสารเคมีสังเคราะห์ ที่ทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้ง่าย

สารกันเสีย
สารพาราเบน ซึ้งเป็นสารกันเสียที่ใช้กันทั่วไป เพื่อยับยังเชื้อรา แบคทีเรียและจุลินทรีย์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น แม้จะสารพาราเบนจพไม่มีผลเสียต้องสุขภาพ แต่สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายก็ควรหลีเลี่ยงความเสียงต่างๆ ที่อาจจจะไปกระตุ้นอาการแพ้ให้ได้มากที่สุด

เม็ดสครับ เม็ดสคลับอาจจะทำให้ผิวถลอกได้ จากขนาดของเม็ดสคลับที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะไปกระตุ้นอาการแพ้ได้

สำหรับคนมีผิวแพ้ง่าย ควรให้ความดูแลและเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ เพราะมันอาจจะกลายเป็นปัญหา ที่แก้ไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะของใช้ส่วนตัวที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย ให้กลับมาแข็งแรงและมีสุขภาพดี

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย ให้กลับมาแข็งแรงและมีสุขภาพดี ซึ่งเป็นต้นเหตุของสิวอุดตัน หน้ามัน หมองคล้ำ โดยอาการของแต่ละคนนั้นก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคนว่ามีมากน้อยแค่ไหน

วิธีดูแลผิวแพ้ง่าย

1-ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ เพราะการใช้น้ำที่อุณหภูมิปกติ เป็นการรักษาสมดุลบนผิวหนัง และไม่ควรใช้น้ำร้อนโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นตัวทำให้สมดุลบนผิวศูนย์เสียได้
และไม่ควรล้างหน้าบ่อยเกินไป แต่เพียง 2ครั้งก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่มีผิวแฟ้ง่าย

2-หลีกเลี่ยงการเช็ดหน้าด้วยผ้าขนหนู แต่ควรใช้การซับแทน เพราะการเช็ดอาจจะกลายเป็นการกระตุ้นให้อาการแพ้รุนแรงมากขึ้น

3-ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทก็มีส่วนผสมที่แตกต่างกันไป ซึ่งส่วนประกอบหลายตัวจะไปกระตุ้นทำให้ผิวมีอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะ แอลกอฮอล์ น้ำหอม สารกันเสีย สารแต่งสี และสีบางชนิด เพื่อลดโอกาสที่ผิวจะระคายเคือง และได้รับอันตราย

4-หลีกเลี่ยงการแต่งหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ผิวมีอาการแพ้แล้ว เพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม และให้ผิวได้พักผ่อนและฟื้นฟูได้เร็วที่สุด

5-คลีมกันแดด หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้หญืงไทยทุกคน ที่ต้องเจอกับแดดแรง โดยเฉพาะรังสี ยูวี ที่เป็นตัวกระตุ้นผิวแพ้ง่ายได้ดีที่สุด ซึ่งอาจทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดสิวผด ดังนั้นการทาคลีมกันแดดทุกครั้งก็ยังเป็นสิ่งที่สมควร โดยคลีมควรเป็นคลีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่ายเท่านั้น

6-กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่นั้น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน แต่ท่ายังไม่มั่นใจ ก็สามารถเสริมด้วยอาหารที่ให้วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ และการลดอาหารประเภทแป้งก็มีส่วนช่วยในการปกป้องผิวของเราได้

7-รักษาความสะอาดของใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะของใช้ที่ต้องสัมผัสกับผิวบ่อยครั้ง เพราะต่อให้เรารักษาความสะอาดของตัวเองดีแค่ไหน แต่ถ้าของใช้ส่วนกับถูกละเลย นั้นอาจจะนำไปสู่อาการแพ้แบบเรื้อรัง ที่ไม่ว่าจะรักษาเท่าไรก็ไม่หาย หาหมอกี่ท่านก็ไม่ช่วย กินยามากแค่ไหนก็ยังมีการแพ้ นั้นอาจจะเป็นปัญหาจากของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มือถือ เป็นต้น

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

น้ำหอม 
ทั้งจากผลิตภัณฑ์ และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ เช่น สบู่ แชมพู คลีมนวด สิ่งของเหล่านี้ล้วนผสมน้ำหอม เพื่อให้มีกลิ่นน่าใช้ แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นกลิ่นจากสารเคมีสังเคราะห์ ที่ทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ได้ง่าย

สารกันเสีย
สารพาราเบน ซึ้งเป็นสารกันเสียที่ใช้กันทั่วไป เพื่อยับยังเชื้อรา แบคทีเรียและจุลินทรีย์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น แม้จะสารพาราเบนจพไม่มีผลเสียต้องสุขภาพ แต่สำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายก็ควรหลีเลี่ยงความเสียงต่างๆ ที่อาจจจะไปกระตุ้นอาการแพ้ให้ได้มากที่สุด

เม็ดสครับ เม็ดสคลับอาจจะทำให้ผิวถลอกได้ จากขนาดของเม็ดสคลับที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งจะไปกระตุ้นอาการแพ้ได้

สำหรับคนมีผิวแพ้ง่าย ควรให้ความดูแลและเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ เพราะมันอาจจะกลายเป็นปัญหา ที่แก้ไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะของใช้ส่วนตัวที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com