Archives March 2022

วิธีเลือกเก้าอี้ทำงาน เพราะชั่วโมงการทำงานในแต่ละวัน ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง

เพราะชั่วโมงการทำงานในแต่ละวัน ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ดังนั้นการเลือกเก้าอี้จึงมีส่วนสำคัญมาก รวมถึงการหาอุปกรณ์เสริมต่างๆ เข้ามาช่วยเพื่อให้การนั่งทำงานถูกสรีระย่อมช่วยให้ห่างไกลจากอาการปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ และปัญหาเกี่ยวกับกระดูกต่างๆ เราจึงมี วิธีเลือกเก้าอี้ทำงาน มาแนะนำ

วิธีเลือกเก้าอี้ทำงาน

1. เลือกเก้าอี้ที่สามารถปรับอิริยาบทได้

ชาวออฟฟิศนั้นไม่ควรอย่างยิ่ง หากจะเลือกเก้าอี้ทรงสวยสีสันถูกใจ แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนอิริยาบทได้ ตั้งตรงแข็งทื่อ เรียกว่าไม่เหมาะเลย ถ้าต้องนั่งระยะเวลานานๆ เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังของคุณเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นเก้าอี้ที่ดีควรมีลักษณะที่สามารถเคลื่อนไหว ปรับเปลี่ยนท่วงท่าในการนั่งได้ อาจเลือกที่มีลักษณะที่สามารถหมุนโยก หรือสามารถปรับเอนได้จึงจะดี

2. ดูความสูงเก้าอี้ 

โดยเก้าอี้ที่ใช้ในการทำงาน ของพนักงานออฟฟิศ ส่วนใหญ่จะมีขนาดประมาณ 38-43 เซนติเมตร ส่วนวิธีดูความสูงของเก้าอี้ว่าเหมาะสำหรับนั่งทำงานหรือไม่ ให้ลองวางมือของคุณเองลง และต้องปรับความสูงของเก้าอี้ ให้สามารถวางแขนบนโต๊ะได้อย่างสบาย เท้าวางแนบกับพื้น นั่งแล้วขาไม่ลอย ซึ่งอาจสังเกตได้จากเวลานั่ง ก็ควรให้ระดับเข่า สูงกว่าสะโพกแค่เพียงเล็กน้อย

3. เบาะวัสดุด้านในสำคัญเหมือนกัน

เบาะนั่งภายในแน่นอนว่ามีทั้งฟองน้ำ หรือโฟม หลายรูปแบบ แต่ถ้ามองหาวัสดุด้านในเบาะที่ดีที่สุด นั้นเรียกว่าฟองน้ำ ( Memory Foam ) ซึ่งจะมีคุณสมบัติเหมือนกันกับฟองน้ำ ที่นิยมใช้ทำเตียงราคาสูงนั่นเอง ซึ่งวัสดุดังกล่าว จะสามารถป้องกันการกดทับของเส้นเลือดที่ขา จากการที่ชาวออฟฟิศต้องนั่งเป็นระยะเวลานานๆ ได้ ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ถึงแม้ว่าจะมีราคาที่แพงกว่าแบบทั่วไป แต่เพื่อสุขภาพ และการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ก็ถือว่าคุ้มค่าเหมือนกัน

4. พนักพิงต้องพอดี

ส่วนใหญ่แล้วเก้าทำงานต้องมีพนักพิง ซึ่งถือว่าถูกต้องอย่างยิ่งแล้ว เพราะการนั่งเก้าทำงานยาวนานโดยไม่มีพนักพิง จะส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อส่วนหลัง ซึ่งรูปแบบเก้าอี้ที่มีพนักพิงที่ดีนั้น ควรมีลักษณะเอนไปด้านหลังเพียงเล็กน้อย คุณอาจวัดจากเบาะรองนั่งกับพนักพิง ซึ่งควรที่จะอยู่ประมาณ 110 องศา ต่อมา ก็ควรคำนึงอีกอย่างว่า พนักพิงที่ดีนั้น ควรมีความสูงเพียงระดับไหล่ หากต่ำกว่านั้นเล็กน้อยอาจพอได้ แต่ถ้าสูงกว่าไหล่อาจไม่เหมาะกับการนั่งนานๆ เท่าไหร่ ที่สำคัญควรทดลองนั่ง รวมถึงปรับระดับว่าเข้ากับสรีระ ก่อนเลือกซื้อ

5. ตรวจสอบน้ำหนักของเก้าอี้ดูก่อนนะ

เก้าอี้ที่ดี และได้มาตรฐานจะต้องมีน้ำหนักที่หนักพอสมควร รวมถึงจะต้องมีฐานล้อกว้างกว่าลำตัวคุณด้วย เนื่องจากเวลาที่คุณถ่ายเทน้ำหนักไปด้านหลัง จะได้ไม่หงายเงิบ! เก้าอี้ที่ได้มาตรฐาน และดีที่สุดจะต้องมีความแข็งแรง เวลาเลือกซื้อมาใช้นั่งทำงานคุณจำเป็นต้องทดสอบด้วยตัวเองเลย หลักง่ายๆ คือถ้าทดสอบนั่งให้เอนหลังแล้ว เก้าอี้ที่ควรเลือกจะไม่ทำให้หงายหลัง เก้าอี้ที่ได้มาตรฐานคือจริงๆ คุณจะรู้สึกได้ว่าเวลาเอนตัวสุดแล้ว มันจะเหมือนกับว่าคุณเกือบจะนอนได้เลย แบบนี้ถือว่าดีเพราะมีความปลอดภัยอีกด้วย


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การเลือกที่นอน

การเลือกที่นอน

เรื่องของที่นอน เป็นเรื่องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะคนเราใช้เวลากับการนอนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง หรือคิดเป็นเวลา 1 ใน 3 ของชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของ อาการปวดหลัง ปวดคอ หรือนอนไม่หลับ จนเกิดอาการเรื้อรัง หรือบางคนถึงกับกระดูกสันหลังมีปัญหาระยะยาวก็มีให้เห็นมาแล้ว สาเหตุเหล่านี้อาจเกิดจากที่นอนที่เราใช้นอนอยู่ทุกคืนก็เป็นได้ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเลือกที่นอนที่สามารถสร้างทั้งความสบาย รองรับสรีระที่เหมาะสม เป็นมิตรต่อกระดูกสันหลังและสุขภาพของเรา แต่ที่นอนแบบไหนดีที่จะสามารถตอบโจทย์การนอนของคุณได้ เรามีคำแนะนำใน การเลือกที่นอน มาบอก

รู้จักที่นอนแต่ละแบบ

1-ที่นอนสปริง 
ที่นอนสปริง มีความยืดหยุ่นสูง ยุบตัวคืนตัวได้ดี ให้ความรู้สึกนุ่มเด้ง โดยลักษณะเหล่านีเกิดขึ้นจากสปริงที่อยู่ภายในที่นอน ซึ่งที่นอนสปริงมีด้วยกันหลายประเภทแบ่งตามรูปแบบดังนี้

ข้อดีของที่นอนสปริง

  • มีความยืดหยุ่นสูง รองรับน้ำหนักได้ดี
  • น้ำหนักเบา ทำความสะอาดสะดวกสบาย
  • ราคาไม่สูง

ข้อเสียของที่นอนสปริง

  • หากใช้ไปในระยะเวลานานจะเกิดการยุบตัวของสปริง ทำให้เกิดเสียงดังรบกวนเวลานอน

2-ที่นอนแบบฟองน้ำ(FOAM)
ทำมาจากฟองน้ำที่อัดแน่นมาเป็นพิเศษ ทำให้ที่นอนมีความแน่น แต่ยังสามารถยืดหยุ่น รองรับสรีระได้ดี ไม่ยุบตัว ลดอาการปวดหลัง มีด้วยกันหลายประเภท

ข้อดีของที่นอนฟองน้ำ

  • เนื้อสัมผัสของที่นอนแน่นพอดี ไม่นิ่มจนเกินไปเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบนอนที่นอนนิ่ม
  • ราคาไม่สูง
  • มีน้ำหนักที่เบาทำความสะอาดง่าย

ข้อเสียของที่นอนฟองน้ำ

  • หากเปียกน้ำ ที่นอนจะดูดซึมน้ำเร็ว อาจก่อให้เกิดความชื้นได้
  • เมื่อใช้ไปในระยะเวลานาน ที่นอนจะยุบตัว ส่งผลให้มีโอกาสปวดหลังตามมาได้

3-ที่นอนแบบยางพารา(LATEX)
มีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดหลัง รองรับการเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้เพราะไม่เก็บความชื้นและฝุ่น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ   ยางพาราแบบทั่วไป (Natural Latex) และ ที่นอนยางพาราแท้ 100% (Authentic Natural Latex)

ข้อดีของที่นอนยางพารา

  • ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง
  • รับแรงกดทับได้มาก
  • ระบายอากาศได้ดี ไม่เก็บกักความชื้นและฝุ่น
  • กระจายน้ำหนักทุกส่วนของที่นอน ส่งผลให้รองรับสรีระของผู้นอนได้ดี

ข้อเสียของที่นอนยางพารา

  • มีน้ำหนักมาก ส่งผลให้ดูแลความสะอาดลำบาก เช่น ยกที่นอนเพื่อเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เป็นต้น
  • ขณะใช้ใหม่กลิ่นยางของที่นอนค่อนข้างแรง
  • ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับที่นอนประเภทอื่น

วิธี การเลือกที่นอน

1. เลือกขนาดที่นอน (ตามขนาดลำตัว)

ที่นอนขนาด Single Size

Single Size คือที่นอนขนาด 3 ฟุต (กว้าง 105 เซนติเมตร ยาว 198 เซนติเมตร) เหมาะสำหรับคนนอนแค่คนเดียว เนื่องจากความกว้างมีไม่มากพอ สำหรับการนอนสองคน

ที่นอนขนาด Queen Size

Queen Size คือที่นอนขนาด 5 ฟุต (กว้าง 150 เซนติเมตร ยาว 198 เซนติเมตร) เหมาะสำหรับการนอน 1-2 คน

ที่นอนขนาด King Size 

King Size คือที่นอนขนาด 6 ฟุต (กว้าง 180 เซนติเมตร ยาว 198 เซนติเมตร) สามารถนอนได้ 2-3 คน

2. เลือกที่นอนกับขนาดของห้อง

การเลือกขนาดของที่นอนควรเลือกให้สัมพันธ์กับขนาดข้องห้อง เช่น หากคุณอาศัยในคอนโดขนาดเล็ก การเลือกใช้ที่นอนขนาด King Size อาจเป็นการใช้พื้นที่มากเกินไป จนเบียดเบียนเฟอร์นิเจอร์อย่างอื่น เช่น โต๊ะทำงาน, ตู้เสื้อผ้า

ถ้าหากอาศัยอยู่คนเดียวหรือมีห้องนอนหลักเพียงห้องเดียวอาจใช้เป็นที่นอน Single Size เพื่อความเหมาะสมกว่า

3. เลือกที่นอนให้เหมาะกับวัย

ผู้สูงอายุ

ที่นอนสูงอายุ ควรเลือกฟูกที่ค่อนข้างแข็งและหนา โดยความสูงของที่นอนไม่ควรสูงเกินไป ทั้งนี้การเลือกที่นอนสำหรับผู้สูงอายุ ควรเลือกที่นอนที่มีความกว้างมากพอให้พลิกตัวได้ อย่างที่นอนขนาด Queen Size ขึ้นไป

เด็กอ่อน

ที่นอนที่เหมาะสำหรับเด็กอ่อน ควรเป็นที่นอนเด็กอ่อนโดยเฉพาะ ต้องที่กั้นเพื่อป้องกันเด็กตก แต่ทั้งนี้ที่กั้นไม่ควรมีช่องว่างเนื่องจากมีโอกาสที่ศีรษะของเด็กจะเข้าไปติดในช่องว่างได้

4. เลือกที่นอนจากน้ำหนัก

ที่นอนที่ดีไม่ควรนิ่มและแข็งจนเกินไป แต่ควรจะเลือกที่นอนจากน้ำหนักตัวผู้ใช้งาน โดยการเลือกที่นอนจากน้ำหนักสามารถช่วยลดอาการปวดหลังได้ เช่น คนที่มีน้ำหนักมาก รูปร่างใหญ่ จะเหมาะกับที่นอนที่มีความหนาแน่นสูง เพื่อรองรับน้ำหนัก ป้องกันการยุบตัวของที่นอน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลัง

5. เลือกจากค่าความหนาแน่น

สำหรับค่าความหนาแน่นของที่นอน (Density) จะเกี่ยวข้องต่อกับการรับน้ำหนักของผู้ใช้ ยิ่งค่าความหนาแน่นมากจะสามารถรับน้ำหนักได้มาก ซึ่งค่าความหนาแน่นจะเริ่มต้นตั้งแต่ 70-110 KG/m3

6. เลือกจากการใช้งาน

การใช้งานในที่นี้จะให้ความสำคัญที่จำนวนผู้นอน หากบ้านไหนที่นอนด้วยกันหลายคนบนที่นอนอันเดียว ควรหลีกเลี่ยงการใช้ที่นอนแบบสปริง มาใช้ที่นอนยางพาราแทน เพื่อลดการเกิดเสียงเวลาพลิกตัว อันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่รบกวนการนอนหลับของคนข้างๆ


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลระบบย่อยอาหาร ให้ดีนั้นจะมีผลดีกับร่างกายอย่างมาก

ระบบย่อยอาหาร มีหน้าที่เปลี่ยนอาหารที่บริโภคเข้าไปให้กลายเป็นพลังงาน เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ รวมทั้งขับกากอาหารหรือของเสียออกนอกร่างกายผ่านทางทวารหนัก โดยอวัยวะในระบบย่อยอาหารประกอบด้วยปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ระบบย่อยอาหารถือเป็นอีกระบบที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะเป็นระบบที่จะนำสารอาหารจากอาหารที่เรารับประทานเข้า ไปเลี้ยงยังอวัยวะต่างๆในร่างกายให้แข็งแรง หากระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติแล้วจะส่งผลโดยรวมต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และยังผลโดยตรงต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย ดังนั้น การดูแลระบบย่อยอาหาร ให้ทำงานได้เป็นปกติ นั้นไม่ใช้เรื่องยาก แค่คุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม

อวัยวะอะไรบ้างที่อยู่ในระบบย่อยอาหาร?

โดยทั่วไปทางเดินอาหารของมนุษย์จะมีความยาวประมาณ 7 เมตรครึ่ง หรือ 25 ฟุต ประกอบด้วยอวัยวะมากมายที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีอวัยวะดังนี้

1-ปาก

ปากคือด่านแรกของระบบย่อยอาหาร เพราะเมื่อเราหยิบอาหารเข้าปาก อวัยวะภายในช่องปาก ก็จะเริ่มช่วยกันย่อยอาหารทันที

2-คอหอย 

เป็นท่ออยู่หลังหลอดลม และปาก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอาหาร จากปากไปยังหลอดอาหาร ตรงส่วนนี้จะไม่มีการย่อยใดๆ เกิดขึ้น

3-หลอดอาหาร

เป็นกล้ามเนื้อเรียบอยู่ต่อจากคอหอย มีความยาวประมาณ 23-25 เซนติเมตร ทำหน้าที่คอยรับอาหารจากคอหอย และส่งต่อไปยังกระเพาะอาหาร

4-กระเพาะอาหาร

 มีลักษณะเป็นถุงใหญ่ มีขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่หากทานอาหารเข้าไปจะสามารถขยายตัวได้ถึง 10-40 เท่า โดยภายในกระเพาะอาหาร จะมีลักษณะเป็นลูกคลื่น และใช้วิธีบีบตัวเพื่อทำให้อาหารคลุกเคล้ากับน้ำย่อย ที่ผลิตออกมาช่วยย่อยอาหาร ก่อนจะส่งผ่านอาหารต่อไปยังลำไส้เล็ก

5-ลำไส้เล็ก

ลำไส้เล็กเป็นอวัยวะสำคัญของระบบย่อยอาหาร เพราะอาหารส่วนใหญ่จะถูกย่อย และดูดซึมในลำไส้เล็ก ดังนั้น ผนังของลำไส้จึงมีลักษณะขรุขระเป็นปุ่มๆ ไม่เรียบ เรียกว่า “วิลลัส” (Villus) มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ ที่ยื่นออกมาจากผนังลำไส้เล็ก หรือเรียกว่า “ปุ่มซึม” มีประมาณ 5 ล้านอัน ทำหน้าที่เพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมอาหาร ภายในปุ่มมีเส้นเลือดฝอยมากมาย เพื่อรับอาหารที่ถูกย่อยแล้วดูดซึมเข้ามา

6-ลำไส้ใหญ่

เป็นหนึ่งในอวัยวะของระบบย่อยอาหาร แต่ไม่ได้มีหน้าที่ย่อยอาหาร เพราะลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่เก็บกากอาหาร ดูดซึมน้ำให้ออกจากกากอาหาร เหลือของเหลวไว้ประมาณ 150 มิลลิลิตร ส่วนที่เหลือจะถ่ายออกไปเป็นอุจจาระ โดยกากอาหารจะอยู่ในลำไส้ใหญ่นาน 12-24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ลำไส้ใหญ่ยังมีหน้าที่ดูดน้ำตาลกลูโคส ที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ให้ดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด

7-ลำไส้ตรง

เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการเปิดปิดของทวารหนัก ทำหน้าที่เก็บกากอาหาร บริเวณนี้จะอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ และเซลลูโลส

8-ทวารหนัก

อวัยวะส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ เป็นช่องแคบ ๆ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ทำหน้าที่ขับถ่ายอุจจาระ ภายในประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบ และกล้ามเนื้อหูรูด 2 แห่ง คือ หูรูดภายใน (Internal Sphincter) และหูรูดภายนอก (External Sphincter) ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อลาย ทำหน้าที่ปิดกักกากอาหารไว้ เมื่อต้องการขับถ่ายกากอาหารหูรูดเหล่านี้ก็จะหย่อนยอมให้กากอาหารผ่านออกไปได้

นอกจากออวัยวะดังกล่าวแล้ว ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน ก็ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารด้วย

เราจะเห็นได้ว่าในระบบย่อยอาหารของคนเรานั้น เกียวข้องกับอวัยวะหลากหลายส่วน ซึงการมองข้าม และขาดการดูแลระบบย่อยอาหาร จะกระทบ กับร่างกายของเราได้อย่างมาก

การดูแลระบบย่อยอาหาร ที่ดีควรทำอย่างไร ?

รับประทานอาหารให้เป็นเวลา

การรับประทานอาหารให้เป็นเวลาทั้งสามมื้อ จะช่วยรักษาระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ หากเรารับประธานอาหารไม่เป็นเวลาจนน้ำย่อยหลั่งออกมา แต่ไม่มีอาหารอยู่ในกระเพราะ น้ำย่อยที่หลั่งออกมา จะย่อยกระเพราะอาหารแทนอาหาร อาจทำให้เกิดแผลในกระเพราะอาหาร หรืออาจทำให้เกิดโรคกระเพราะ ตามมาในอนาคต และนอกจากนี้การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา จะทำให้ระบบย่อยอาหารไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากน้ำย่อยไม่ได้หลั่งออกมา ในเวลาที่มีอาหารอยู่ อาจทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย หรือกรดไหลย้อนตามมา

รับประทานอาหารให้หลากหลาย

การรับประทานอาหารให้หลากหลาย จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น เพราะอวัยวะต่างๆ ในระบบย่อยอาหาร มีหน้าที่ในการย่อยอาหารแต่ละประเภท ที่แต่ต่างกันไปเช่น กระเพราะอาหารจะทำการย่อยโปรตีน ส่วนลำไส้เล็กจะทำการย่อยน้ำตาล เป็นต้น ดังนั้นการรับประทานอาหารที่หลากหลาย จะช่วยให้อวัยวะต่างๆ ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ

รับประทานอาหารที่สะอาด และย่อยง่าย

การรับประทานอาหารที่สะอาด และถูกหลักอนามัย จะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ในระบบย่อยอาหารไม่ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นโรคร้ายแรงอีกหนึ่งโรค การรับประทานอาหารควรเลือกที่ปราศจากสารเคมีตกค้าง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร การรับประทานอาหารควรเลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ความสะอาดของภาชนะ บรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่ร่างกายของเรา ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญในการป้องกันโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือได้รับสารพิษจากระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี อีกอย่างหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยง คือการรับประทานอาหารรสจัด จะส่งผลเสียโดยตรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหารได้เช่นกัน

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกาย และการพักผ่อนอย่างเหมาะสม และเพียงพอจะช่วยให้ระบบทุกส่วนของร่างกายทำงานเป็นปกติ ดังนั้นนอกจากการรับประทานอาหารแล้ว สองสิ่งนี้ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลระบบย่อยอาหารไม่แพ้กัน

ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด 

พราะถ้าเครียดจะทำให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ลำไส้หดตัวมากกว่าปกติ

จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าระบบย่อยอาหารนั้นมีความสำคัญ กับร่างกายนี้เป็นอย่างมากมาย ใครที่ต้องการร่างกายที่ดี และสุขภาพที่ก็ไม่อาจจะละเลยการดูแลระบบย่อยอาหารของเราได้


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลรักษาตา ให้วิสัยทัศน์ของดวงตาคมชัด อยู่คู่กับอวัยวะส่วนอื่นๆได้ตลอดไป

ดวงตาของคนเรามีความละเอียดอ่อน และต้องการดูแลเป็นพิเศษ ด้วยปัญหาเกี่ยวกับดวงตาสามารถป้องกันได้ไม่ยาก หากคุณมีนิสัยการดูแลสุขภาพที่ดี และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน น่าแปลกใจว่าวิธีการดูแลก็สามารถทำได้ง่ายๆ แต่ผู้คนมักมองข้ามความสำคัญของดวงตาไป จึงทำให้ละเลยและไม่ใส่ใจดูแลดวงตาเท่าที่ควร ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้นบวกกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ทำให้ดวงตาเหนื่อยล้า และเสื่อมก่อนวัยได้ง่าย เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพดวงตา และให้วิสัยทัศน์ของดวงตาคมชัด อยู่คู่กับอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ตลอดไป นี่คือวิธีใน การดูแลรักษาตา ของคุณในทุกวัน ที่ควรทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน

สุขภาพดวงตาที่ดีเริ่มจากอาหารที่เรารับประทาน การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ลูทีน ซิงค์ วิตามินซี วิตามินอี จะช่วยชะลอ หรือลดการเกิดโรคทางสายตา เช่น โรคจอตาเสื่อม (Macular Degeneration) และโรคต้อกระจก (Cataracts)  แหล่งสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น

ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ  

ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง

ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์

ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว

หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก

ธัญพืช

ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท

ใช้อุปกรณ์กันแดดเพื่อป้องกันอันตรายจากแสง UV

การสัมผัสกับแสงแดด และรังสียูวี จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสื่อมสภาพของดวงตา อาจทำให้กระจกตาได้รับอันตรายจากแสงแดด และรังสียูวี ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน ควรสวมแว่นตากันแดดเพื่อปกป้องดวงตา หรือหากไม่สะดวก ควรสวมหมวกปีกกว้าง หรือร่ม เพื่อช่วยบดบังแสงแดด ที่อาจรบกวนสุขภาพของดวงตา

หลีกเลี่ยง หรือดื่มแอลกอฮอล์อย่างจำกัด

ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ในแต่ละวันควรอยู่ในระดับที่พอดี เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางสายตาอย่างโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (Age-Related Macular Degeneration: AMD) และปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ให้น้อยลง โดยทั่วไป ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เกิน 14 หน่วยมาตรฐานต่อสัปดาห์ และควรกระจายการดื่มออกเป็นหลาย ๆ วัน หรืออาจลองงดดื่มแอลกอฮอล์ลงบางวัน

ดื่มน้ำ

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย รวมทั้งดวงตา หากคุณดื่มน้ำมากเพียงพอในแต่ละวัน ก็จะช่วยให้ดวงตาชุ่มชื่น และเป็นการป้องกันดวงตาไม่ให้แห้ง และลดระคายเคืองในระหว่างวันได้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา

หากคุณมีนิสัยชอบขยี้ตา ควรเลิกพฤติกรรมนี้ เพราะมือเมื่อสัมผัสกับสิ่งต่างๆ แล้ว ก็จะมีสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และเชื้อโรคจำนวนมากติดอยู่ที่มือ เมื่อนำมาขยี้ตา หรือสัมผัสโดนตา อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือติดเชื้อได้

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เป็นผลเสียต่อดวงตา และสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ โรคต้อกระจก อาจทำลายเส้นประสาทตา จนสามารถทำให้ตาบอดได้ในอนาคต

ดูแลระยะห่างของจอคอมพิวเตอร์

จอคอมพิวเตอร์ควรวางตำแหน่งที่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศา การวางจอคอมพิวเตอร์ในระยะที่เหมาะสม ให้ห่างจากสายตาประมาณ 25 นิ้ว จะช่วยลดความเครียดของดวงตา นอกจากนี้ควรดูแลเรื่องแสงสว่างให้เพียงพอ ไม่สว่าง หรือมืดจนเกินไป เพราะอาจทำให้ดวงตาอ่อนล้าง่าย และเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับดวงตามากยิ่งขึ้น

พักสายตาจากหน้าจอ

การมองจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการตาล้า ตามัว ตาแห้ง ปวดศีรษะ มีปัญหาในการปรับโฟกัสให้มองเห็น ไปจนถึงรู้สึกปวดบริเวณคอ ไหล่ หรือหลัง เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอาการตาแห้ง ควรกระพริบตา หรือพักสายตาชั่วครู่ จากหน้าจอทุกๆ 20 นาที เป็นเวลา 20 วินาที โดยให้มองออกไปไกลประมาณ 20 ฟุต และมีการขยับเคลื่อนไหวร่างกายทุกๆ 2 ชั่วโมง อาจเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันบ่อยๆ เช่นลุกเดิน และไม่ควรนั่งแช่หน้าจอตลอดทั้งวัน รวมไปถึงปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือถืออุปกรณ์ เพื่อให่อยู่ในท่าที่ถูกต้อง

ป้องกันดวงตาเมื่อต้องทำกิจกรรม หรืองานที่มีความเสี่ยง

กีฬา หรืองานบางประเภท มีความเสี่ยงทำให้ดวงตาได้รับอันตราย เช่น การบาดเจ็บที่ดวงตาจากการเล่นกีฬา การทำงานในโรงงานและสถานที่ก่อสร้าง หรืองานซ่อมแซมบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างการตอกตะปู ใช้สเปรย์ การเชื่อม ก็สามารถเกิดอุบัติเหตุกับดวงตาได้ ดังนั้น การสวมแว่นตา หรืออุปกรณ์ป้องกัน ที่ออกแบบมาเพื่อกิจกรรมเหล่านั้น จะลดอันตรายที่เกิดกับดวงตาให้น้อยลง ซึ่งเลนส์แว่นตาส่วนใหญ่จะทำมาจากโพลีคาร์บอเนต มีความเหนียว และแข็งแรงมากกว่าพลาสติกทั่วไปถึง 10 เท่า อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา

วิตามิน และเกลือแร่สำคัญที่ช่วยบำรุงสายตา

การได้รับวิตามิน และเกลือแร่อย่างครบถ้วน จะช่วยให้การทำงานของดวงตาเป็นไปตามปกติ และช่วยป้องกันการเกิดโรคของดวงตา แต่ด้วยวิถีการใช้ชีวิตเร่งรีบ ในสังคมปัจจุบัน ส่งผลให้การรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ในแต่ละวันร่างกายได้รับวิตามิน และเกลือแร่ไม่เพียงพอ รวมไปถึงมีการใช้สายตาอย่างผิดวิธี โดยเฉพาะพฤติกรรมการทำงาน และการใช้ชีวิตที่มักจะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตลอดทั้งวัน จึงควรมีการบริโภควิตามิน และเกลือแร่ที่มีความสำคัญต่อดวงตาเข้าไปเพิ่มเติม

ตรวจตาเป็นประจำ

การเข้ารับการตรวจตา พร้อมกับวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคทางดวงตา เพราะโรคบางโรคไม่สามารถสังเกต หรือบอกได้ในช่วงแรก เช่น โรคต้อกระจก โรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ โรคเบาหวานขึ้นตา การตรวจตา และวัดสายตาจึงเป็นวิธีเดียวที่ช่วยค้นหาโรคบางโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้สูง

การดูแลรักษาตา แม้จะดูเป็นเรื่องง่าย แต่กับยังมีผู้ป่วยทางสายตาอีกมากมาย เพื่อสุขภาพที่ดู เราควรเริ่มหันมาดูแลดวงตาของเราทันที

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลร่างกาย และอวัยวะภายในให้มีความสมบูรณ์ แข็งแรง

ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับคนเรา มีสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งมาจากร่างกาย และจิตใจเสียสมดุล โดยมีปัจจัยจากสภาพแวดล้อม มลพิษ สารเคมี ฝุ่นละออง และเชื้อโรค รวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่มีความเร่งรีบ แข่งขัน ทำให้เกิดผลต่อจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือซึมเศร้า แม้ว่าธรรมชาติร่างกายของเราจะมีกลไกในการป้องกัน และรักษาตนเองจากการเจ็บป่วยได้ แต่การรักษาสมดุลของทั้งร่างกาย และจิตใจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดใน การดูแลร่างกาย ทั้งช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้เซลล์ และอวัยวะภายในร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เป็น การดูแลร่างกาย ที่เหมือนจะทำได้ง่าย แต่ความเป็นจริงสำหรับบางคนทำได้ยากอย่างยิ่งด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป แต่ถึงยังไงควรจะนอนหลับให้ได้ประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน หากพักผ่อนน้อยติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาเช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ฯลฯ อีกทั้งยังส่งผลให้สมรรถภาพในการใช้ชีวิตประจำวันลดลงด้วย 

หมั่นออกกำลังกาย

การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอนั้น ก็ต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 20-30 นาที ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนที่มีเวลาน้อย ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งจ๊อกกิ้งเบา ๆ เต้นแอโรบิก หรือทำงานบ้านก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายเหมือนกัน โดยต้องเลือกประเภทกิจกรรมให้เหมาะสมกับร่างกาย

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และจำเป็นต่อร่างกาย

การรับประทานอาหารที่ดีต่อร่างกาย เป็นหนึ่งในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น เหมือนคำขวัญที่ว่า กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ควรทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานผักผลไม้เป็นประจำ เพราะจะช่วยเข้าไปบำรุงรักษาร่างกายจากภายใน ต้องท่องเอาไว้ว่า กินอะไรก็ได้แบบนั้นแหละจ้า 

ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว

ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม น้ำหวานต่างๆ อีกทั้งน้ำเปล่าถือว่าเป็นน้ำที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด เพราะช่วยในการทำหน้าที่ของระบบต่างๆ ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย และยังเป็นวิธีดูแลสุขภาพที่ทำได้ง่าย ควรค่อยๆ จิบระหว่างวันดีกว่าดื่มเยอะๆ รวดเดียว เพราะอาจจะทำให้ร่างกายรับน้ำมากเกินความจำเป็น สูตรคำนวณว่าควรดื่มน้ำปริมาณเท่าไหร่ ถึงจะพอต่อร่างกาย มีดังนี้ (น้ำหนักตัว x 2.2 x 30 ) หาร 2 เช่น น้ำหนักตัว 50 จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 1.7 หมายถึง คุณต้องดื่มน้ำ 1.7 ลิตรต่อวันหรือประมาณ 8-9 แก้วนั่นเอง 

ล้างมือบ่อย ๆ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ 

การล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง เป็นสิ่งจำเป็น ทางที่ดีควรพกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ หรือทิชชู่เปียก เป็นการป้องกันเชื้อโรค ที่เรามองไม่เห็น แต่การล้างมือด้วยสบู่ล้างมือนั้น เป็นหนทางการป้องกันเชื้อโรคที่ดีที่สุด ควรล้างมือให้ครบ 7 ขั้นตอน รับรองว่าสะอาดปลอดภัยแน่นอน หรือว่าหากมีแอลกอฮอล์ ก็ควรแบ่งใส่ขวดเล็กพกติดกระเป๋าเอาไว้

หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด 

การไปสถานที่แออัด จะง่ายต่อการติดต่อ หรือแพร่เชื้อโรคได้ง่ายมากๆ เพราะเราไม่รู้เลยว่าแต่ละคนป่วย หรือมีโรคประจำตัวอะไรอยู่บ้าง บางคนไอจามแบบไม่ปิดปาก ทำให้เชื้อไวรัส เชื้อโรค ที่เรามองไม่เห็นอาจจะมาเข้าตัวเราได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงไปตามที่แออัด หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา 

เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรง 

โดยการฝึกทักษะที่ช่วยการผ่อนคลาย ดูแลจิตใจเพื่อรับมือกับความเครียดอย่างสม่ำเสมอ อยู่ให้ห่างจากเรื่องเครียด หรือหยุดคิดเรื่องเครียดต่างๆ หากิจกรรมสร้างสรรค์ทำ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง เล่นกีฬา ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว

งดบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด

ของมึนเมาต่าง ๆ อย่างสุรา เหล้า เบียร์ ไม่ควรดื่มทั้งสิ้น หรือการสูบบุหรี่ก็เช่นกัน ควรเลิกอย่างเด็ดขาด หากคิดที่จะมีสุขภาพที่ดี สิ่งของมึนเมาเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีต่อร่างกายเลย แถมยังมีโรคร้ายต่างๆ ที่จะมาเป็นตัวแถมอีกด้วย จะเห็นได้ว่าไม่มีผลดีเลยซักนิด

ทานอาหารเสริม

ขึ้นอยู่แต่ละบุคคนเลย อาจเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพ อาจจะทานอาหารเสริมพวกวิตามินบี วิตามินซี จะช่วยเข้าไปซ่อมแซม และบำรุงภายในร่างกายของเรา แต่จะหวังให้ร่างกายแข็งแรงเพราะทานอาหารเสริมเหล่านี้คงไม่ได้ หากไม่นอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน 

คอยสังเกตดูแลเอาใจใส่ตัวเองทั้งร่างกาย และจิตใจ

ว่าอยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ ทำอะไรเกิน หรือขาดไปบ้าง ให้ฟังเสียงของร่างกาย และจิตใจ อย่าได้ละเลยสิ่งเล็กๆ น้อยที่ร่างกายบอกเรา เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรปรับตัวเองเพื่อให้ร่างกาย และจิตใจอยู่ในสภาวะสมดุลอย่างไร

ตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ

เป็นการยืนยันว่าการดูแลสุขภาพของเรานั้นได้ผลจริง โดยการไปตรวจสุขภาพประจำปี จะได้รู้ผลอย่างแน่ชัดกันไปเลย ว่าวิธีดูแลสุขภาพตามขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวไปช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงจริงๆ หากเกิดโรคใดๆ จะได้รักษาอย่างทันท่วงที 


พบบทความกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com