Archives 2022

วิธีเลือกแว่นกันแดด เพราะแสงแดดที่มากเกินไปอาจจะทำร้ายดวงตาของเราได้

โรคตาที่เกิดจากยูวีแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ผลจากรังสียูวีในระยะสั้น และระยะยาว ในระยะสั้น… หากได้รับรังสีที่มีความเข้มสูง หรือนานจะทำให้กระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสง ตาแดง เจ็บตา ส่วนผลจากรังสียูวีในระยะยาว จะส่งผลกระทบทั้งผิวรอบดวงตาและดวงตา เช่น ผิวหนังรอบดวงตาไหม้ เป็นมะเร็งผิวหนัง หรือถ้าตกกระทบบนผิวดวงตาจะทำให้เกิดต้อลมและต้อเนื้อ หรือหากเข้าไปในดวงตาอาจทำให้เป็นต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสื่อมได้ แน่นอนว่าแว่นกันแดดสามารถช่วยปกป้องผิวรอบดวงตาและดวงตาให้สัมผัสกับรังสียูวีน้อยลงได้ แต่ต้องเป็นแว่นกันแดดที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดย วิธีเลือกแว่นกันแดด ดังนี้

วิธีเลือกแว่นกันแดด

1-ดูอัตราการป้องกันรังสีUV ความเข้มข้นของแสงแดดในแต่ละช่วงเวลานั้นมีค่าไม่เท่ากัน มาตรฐานขององค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกากำหนดไว้ว่า แว่นกันแดดที่ได้มาตรฐาน ควรป้องกันรังสียูวีเอได้อย่างน้อย 95 % และยูวีบีได้อย่างน้อย 99 % ซึ่งวิธีหนึ่งที่เราสังเกตได้ง่ายๆว่าแว่นตากันแดดนั้นกันรังสียูวีได้ขนาดไหนดูจากขาแว่นด้านในจะมีสัญลักษณ์ CE ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานของยุโรปปรากฏอยู่

2-เลือกใส่ให้เหมาะกับกิจกรรม เลนส์ที่นิยมนำมาทำแว่นกันแดดมี 3 ชนิด คือ เลนส์ CR 39 เป็นเลนส์พลาสติกที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด เพราะทนแรงขูดขีดได้ดี ช่วยป้องกันได้ทั้งรังสียูวีและอินฟราเรด ส่วนเลนส์แก้ว มีความใสและทนแรงขูดขีดได้ดีกว่าเลนส์พลาสติก แต่มีข้อเสีย คือ น้ำหนักมากและแตกได้ถ้ามีอุบัติเหตุที่รุนแรง และสุดท้าย คือ เลนส์พลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนต ซึ่งเบาที่สุด ทนทานต่อแรงกระแทกได้ดี มักนำมาใช้ในการทำแว่นสำหรับใส่เล่นกีฬาหรือกิจกรรมผาดโผน ช่วยป้องกันอันตรายจากดวงตาได้ดีที่สุด

3-สีของเลนส์กับความเหมาะสมของสถานการณ์

เลนส์ของแว่นกันแดดมีผลิตออกมาหลายสี โดยแต่ละสีก็มีข้อดีข้อด้อยในการใช้แตกต่างกันไป เช่น

สีดำ เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งมากที่สุด

ส่วนสีเทา ช่วยกรองแสงและตัดแสงจ้า ไม่ทำให้สีเพี้ยน เหมาะในการใส่ไปเที่ยวทะเล

สีส้มหรือสีเหลือง ช่วยให้การมองภาพในเชิงลึกดีขึ้น แต่มีการเพี้ยนของสี ไม่เหมาะนำมาใส่ขับรถ

สีน้ำตาล ทำให้มองสี และแสงธรรมชาติได้คมชัดขึ้น เพิ่มวิสัยทัศน์ในการมอง โดยเฉพาะในการขับขี่รถยนต์ หรือจักรยานยนต์

สีเขียว ช่วยกรองแสง และตัดแสงได้ดีเหมือนสีเทา ช่วยให้สบายตา โดยเฉพาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง

สีชา และเทาดำ เหมาะในการใช้งานทั่วไป

4-เลือกกรอบให้เข้ากับใบหน้า

รูปหน้ากลม : ควรเป็นแว่นทรงเหลี่ยม เพื่อเพิ่มกรอบหน้าให้ชัดขึ้น และยังช่วยเพิ่มมิติให้กับใบหน้า เลี่ยงเลยนะคะ สำหรับแว่นกลมเพราะมันจะทำให้เรากลมเข้าไปอีก ดูหมดราศีกันเลยทีนี้

รูปหน้าเหลี่ยม : เซย์โนกับแว่นกรอบบางๆ หรือทรงเหลี่ยมเลยค่ะ ควรเลือกทรงแว่นแบบกลมความหนาพอดี หรือทรงหยดน้ำ จะช่วยลดความคมของกรอบหน้าให้ดูละมุนได้ลุคใส ๆ สไตล์คุณหนู

รูปหน้าหัวใจ : หรือสามเหลี่ยม แว่นที่เหมาะคือแบบทรงกลมที่แคบกว่าโหนกแก้มทั้งสองข้าง ไม่ควรใส่กรอบเหลี่ยมหรือกว้างกว่าโหนกแก้ม เพราะจะทำให้ช่วงคางดูแหลมและไม่สมดุลกับช่วงโหนกแก้ม ใบหน้าก็จะขาดมิติทำให้ดูไม่แพง

รูปหน้ายาว : ใบหน้าแบบนี้เหมาะกับแว่นทรงเหลี่ยมกรอบหนา ทำให้หน้าดูสั้นลง และทำให้บุคลิกสุขุมขึ้น เลี่ยงแว่นทรงรีหรือกลม ให้เลือกแบบหยดน้ำแทน จะไม่ทำให้หน้าดูยาวกว่าเดิมค่ะ

รูปหน้ารีหรือรูปไข่ : เลือกทรงแว่นได้หลากหลาย ควรเลือกให้พอดี ไม่หนาไป ไม่เหลี่ยมไป ไม่ใหญ่ไป ควรเลือกกรอบแว่นให้บางเข้าไว้ดีกว่า เพราะจะได้โชว์รูปหน้าของเราได้เด่นและมีเสน่ห์มากขึ้น 

ติดตามบทความอื่นๆ กิจกรรม กีฬา การละเล่นแปลกๆ แอปที่สนใจ เกมมาใหม่ หรือสิ่งที่กำลังเป็นที่สนใจ เราจะมาทำการแนะนำ และสอนวิธีในการเล่นสิ่งต่างๆ ให้คุณได้เข้าใจ และสนุกไปกับมัน ได้ที่นี้กับ www.howto-play.com

เลือกแว่นให้เข้ากับหน้า จากกรอบแว่น เพราะแว่นตาจะต้องอยู่บนหน้าของเรา

เพราะแว่นตาไม่ใช้ เป็นเพียงของใช้ทั่วไป แต่แว่นตาจะต้องอยู่บนหน้าของเรา ซึ้งคนทั่วไปจะได้พบเห็น ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปเที่ยว หรือใช้ชีวิตประจำวัน การเลือกซื้อแว่นตาเพียงแค่สวมใส่แล้วสบายเพียงอย่างเดียว อาจจจะไม่ใช้คำตอบ เพราะแว่นตาอาจจะเปลี่ยน บุคคลิกของคุณ ในสายตาของทุกได้เลยที่ เราจึงแนะนำวิธี เลือกแว่นให้เข้ากับหน้า ของทุกคน

รู้จักวัสดุของแว่นตา

ต่อให้เลนส์ดีแค่ไหน แต่ถ้ากรอบแว่นไม่เหมาะก็อาจจะทำให้คุณขาดความั่นใจได้ เลนส์แต่ละตัวก็มีความหนาบางไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นกรอบแว่นที่ดีก็ต้องสามารถรองรับตัวเลนส์ได้ และเหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันของเราด้วยว่า ‘วัสดุกรอบแว่น’ มีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบมีข้อดีขอเสียต่างกันยังไง

กรอบแว่นพลาสติก : เป็นวัสดุที่เหมาะกับคนงบน้อย หรือคนเพิ่งหัดใส่แว่นที่อยากลองเปลี่ยนแว่นหลาย ๆ แบบ ดีตรงที่ทนรอยขีดข่วนได้ระดับนึง แถมเวลาโดนเหงื่อหรือน้ำก็ไม่ขึ้นสนิม และรองรับเลนส์หนา ๆ ได้ แต่ก็หนักพอสมควรเลยค่ะ และแป้นจมูกปรับไม่ได้ด้วย

กรอบแว่นโลหะสเตนเลส : นิยมเอามาทำเป็นแว่นวินเทจกันมากกก อย่างทรงหยดน้ำ ทรงกลมกรอบบาง ๆ ข้อดีก็คือความสวยงามและน้ำหนักเบา แต่ก็เสียดายตรงสีที่ชุบจะหลุดลอกง่าย และรองรับเลนส์หนา ๆ ไม่ค่อยได้ ถ้าฝืนยัดเข้าไปจะล้นกรอบแล้วก็หลุดง่ายมากเลยค่ะ

กรอบแว่นไทเทเนียม : กรอบแว่นสายแฟชั่นที่มีน้ำหนักเบามาก ๆ เหมาะกับคนสายตาไม่เยอะที่ไม่ต้องใส่แว่นตลอดเวลา ทนกว่าสเตนเลส แต่จะรับได้แค่เลนส์บาง ๆ สำหรับคนสายตาเยอะต้องย่อเลนส์ก่อนใส่ด้วยน้า

กรอบแว่นเทอร์โมพลาสติก : ใครที่ต้องใส่แว่นตลอดเวลา แว่นแบบนี้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ทุกแบบ และรองรับเลนส์ได้ทุกชนิดไม่ว่าหนาหรือบาง มันเก๋ตรงที่บิดงอได้ไม่แตกหัก แต่ก็ต้องแลกกับความเชยเพราะเนื้อวัสดุจะด้าน และดูราคาถูกแถมรูปแบบก็มีให้เลือกไม่เยอะ

เลือกแว่นให้เข้ากับหน้า จากกรอบแว่น

รูปหน้ากลม : ควรเป็นแว่นทรงเหลี่ยม เพื่อเพิ่มกรอบหน้าให้ชัดขึ้น และยังช่วยเพิ่มมิติให้กับใบหน้า เลี่ยงเลยนะคะ สำหรับแว่นกลมเพราะมันจะทำให้เรากลมเข้าไปอีก ดูหมดราศีกันเลยทีนี้

รูปหน้าเหลี่ยม : เซย์โนกับแว่นกรอบบางๆ หรือทรงเหลี่ยมเลยค่ะ ควรเลือกทรงแว่นแบบกลมความหนาพอดี หรือทรงหยดน้ำ จะช่วยลดความคมของกรอบหน้าให้ดูละมุนได้ลุคใส ๆ สไตล์คุณหนู

รูปหน้าหัวใจ : หรือสามเหลี่ยม แว่นที่เหมาะคือแบบทรงกลมที่แคบกว่าโหนกแก้มทั้งสองข้าง ไม่ควรใส่กรอบเหลี่ยมหรือกว้างกว่าโหนกแก้ม เพราะจะทำให้ช่วงคางดูแหลมและไม่สมดุลกับช่วงโหนกแก้ม ใบหน้าก็จะขาดมิติทำให้ดูไม่แพง

รูปหน้ายาว : ใบหน้าแบบนี้เหมาะกับแว่นทรงเหลี่ยมกรอบหนา ทำให้หน้าดูสั้นลง และทำให้บุคลิกสุขุมขึ้น เลี่ยงแว่นทรงรีหรือกลม ให้เลือกแบบหยดน้ำแทน จะไม่ทำให้หน้าดูยาวกว่าเดิมค่ะ

รูปหน้ารีหรือรูปไข่ : เลือกทรงแว่นได้หลากหลาย ควรเลือกให้พอดี ไม่หนาไป ไม่เหลี่ยมไป ไม่ใหญ่ไป ควรเลือกกรอบแว่นให้บางเข้าไว้ดีกว่า เพราะจะได้โชว์รูปหน้าของเราได้เด่นและมีเสน่ห์มากขึ้น


ติดตามบทความอื่นๆ กิจกรรม กีฬา การละเล่นแปลกๆ แอปที่สนใจ เกมมาใหม่ หรือสิ่งที่กำลังเป็นที่สนใจ เราจะมาทำการแนะนำ และสอนวิธีในการเล่นสิ่งต่างๆ ให้คุณได้เข้าใจ และสนุกไปกับมัน ได้ที่นี้กับ www.howto-play.com

คู่มือซื้อบ้านหลังแรก เพราะไม่ใช่สินค้าที่สามารถตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์

การซื้อบ้านหลังแรก แน่นอนว่าหัวใจของเราพองโตไปหมด แต่เราต้องไม่ลืมว่าการจะมีบ้านหลังแรกนั้น ไม่ใช่อะไรง่ายๆ ไม่ใช่สินค้าที่สามารถตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์ และความชอบได้เพียงอย่างเดียว ไปเสียทั้งหมด อาจจะมีเรื่องที่ต้องเหนื่อย และชีวิตของเราก็จะเปลี่ยนแปลงไป หลายๆ คนบอกว่า ความตื่นเต้นดีใจของเรา จะมาพร้อมๆ กับเงื่อนไข และค่าใช้จ่ายอีกมากมาย ทั้งเรื่องของการตกแต่ง เงื่อนไขการซื้อ ค่าใช้จ่ายในเรื่องภาษี และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นสิ่งที่คนซื้อบ้านทุกคน จะต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เราจึงมี คู่มือซื้อบ้านหลังแรก มาแนะนำ

คู่มือซื้อบ้านหลังแรก มีอะไรบ้าง

1-เลือกซื้อบ้านหลังแรกจากงบประมาณ 

เรื่องงบประมาณถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่คนเราใช้เพื่อตัดสินใจเลือกซื้อบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะบ้านอาจเป็นสินทรัพย์เพียงไม่กี่อย่างที่ต้องใช้เวลาในการเก็บเงิน หรือผ่อนจ่ายในระยะยาวกว่าค่อนชีวิตถึงจะได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แบบเต็มตัว เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมในเรื่องงบประมาณ และค่าใช้จ่ายต่างๆ จะช่วยทำให้คุณสามารถคำนวณเงิน ที่จะสามารถใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้อย่างเหมาะสม และไม่เกินตัวจนเกินไป ด้วยวิธีการง่ายๆ 

  • ค่าใช้จ่ายต่อเดือนทั้งหมด เช่น ค่าผ่อนชำระ ค่าธรรมเนียม ค่าส่วนกลาง ฯลฯ โดยจะต้องประมาณการออกมาเป็นตัวเลขว่า ในแต่ละเดือนคุณจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่เท่าไหร่ 
  • ประเมินรายได้ โดยสัดส่วนที่เหมาะสมของภาระหนี้ทั้งหมด รวมถึงภาระหนี้สำหรับการกู้บ้านจะต้องไม่เกิน 30% – 40% ของรายได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อบ้านในราคา 2 ล้านบาท คุณก็จะต้องผ่อนบ้านเดือนละประมาณ 14,000 บาท
  • ประเมินแผนการเก็บเงิน เช่น ในปัจจุบันคุณมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วคุณจะมีเงินเก็บอยู่ที่เดือนละ 10,000 บาท คุณตั้งเป้าหมายที่จะซื้อบ้านในราคา 5 ล้านบาท แต่คุณเลือกใช้วิธีการออมเงินด้วยการฝากประจำที่ให้ผลตอบแทนปีละ 2% นั่นเท่ากับว่า คุณจะต้องออมเงินเป็นเวลากว่า 40 ปีกว่าจะได้บ้านหลังแรกมาครอบครอง นั่นหมายความว่า แผนการออมเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันของคุณยังไม่เหมาะสมกับเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ดังนั้น คุณจึงควรปรับสัดส่วนการออมใหม่

2-เลือกซื้อตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน

เนื่องจากบ้านในปัจจุบันมีรูปแบบให้เลือกซื้อได้หลายประเภท หลายทำเล และหลายระดับราคา การเลือกซื้อบ้านหลังแรกสำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์จึงอาจเป็นเรื่องยากในการหาบ้านหลังที่ใช่ และถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แนะนำให้เริ่มจากการเลือกจากวัตถุประสงค์ที่ทำให้ต้องการซื้อบ้านหลังนี้ เช่น เลือกซื้อเพื่ออยู่เอง, เลือกซื้อให้พ่อแม่, เลือกซื้อไว้ปล่อยเช่า เป็นต้น ซึ่งวัตถุประสงค์ของการเลือกซื้อบ้านแต่ละแบบก็จะมีวิธีการตัดสินใจซื้อที่แตกต่างกัน

3-เลือกซื้อจากทำเล

โดยเฉพาะคนที่เลือกซื้อบ้านหลังแรก เพื่อสร้างครอบครัว หรือลงหลักปักฐานแบบถาวร การเลือกทำเลอยู่อาศัยให้เหมาะสม และปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการที่จะรู้ว่าทำเลไหนคือคำตอบที่ใช่นั้น ก็ต้องดูว่าคนในครอบครัวมีรูปแบบการใช้ชีวิตเป็นอย่างไร ชอบดื่ม กิน เที่ยวในที่แบบไหน หรือต้องเดินทางไปไหนเป็นประจำบ้าง

4-เลือกซื้อจากรูปแบบบ้าน 

ดูจากการอยู่อาศัยว่า จริงๆ แล้วบ้านหลังนี้อยู่กันกี่คน มีใครบ้าง และรูปแบบบ้านประเภทไหนถึงจะตอบโจทย์กับคนในครอบครัวของคุณได้มากที่สุด

5-เลือกซื้อจากโครงการ

เพื่อเป็นเครื่องรับประกันในเบื้องต้นว่า คุณจะได้บ้านที่มีมาตรฐานทั้งความแข็งแรง สร้างเสร็จตามเวลา ไม่มีการยกเลิกกลางคันระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงยังมั่นใจได้ว่า บริการหลังการขายของโครงการที่ตัดสินใจเลือกซื้อจะมีเซอร์วิสที่ดีและปลอดภัยให้ในระยะยาว

6-ต้องรู้ข้อกำหนดกฎหมายเรื่องภาษี 

เรื่องการโอน บางครั้งนายหน้า หรือผู้ขาย อาจจะไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องภาษี และค่าใช้จ่ายในการโอนให้เราทราบตั้งแต่แรก ซึ่งในเรื่องนี้ แต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด แต่ละนายหน้า ก็อาจจะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ซึ่งผู้ซื้อ จะต้องตรวจสอบ และตกลงกันให้แน่นอนเสียก่อน เพื่อที่เราจะได้เตรียมงบประมาณให้เพียงพอ ทั้งราคาบ้านที่จะต้องจ่าย ค่าโอนใครจะเป็นผู้ชำระ ภาษีหากมีพื้นที่ในระดับที่จะต้องจ่ายเพิ่มใน รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ในการกู้ การผ่อน เป็นต้น


ติดตามบทความอื่นๆ กิจกรรม กีฬา การละเล่นแปลกๆ แอปที่สนใจ เกมมาใหม่ หรือสิ่งที่กำลังเป็นที่สนใจ เราจะมาทำการแนะนำ และสอนวิธีในการเล่นสิ่งต่างๆ ให้คุณได้เข้าใจ และสนุกไปกับมัน ได้ที่นี้กับ www.howto-play.com

ทำความสะอาดห้องนอน ให้ห้องนอนมีบรรยากาศเหมาะแก่การพักผ่อน

แน่นอนว่าใครก็คงอยากนอนหลับในห้องนอนที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม เพราะห้องนอนเป็นห้องที่ถูกใช้งานมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนั่งเล่น นอนเล่น นอนดู TV นอนหลับจริงๆ รวมไปถึงทำงานก็ทำงานในห้องนอน ทว่าห้องนอนจะมีบรรยากาศเหมาะแก่การพักผ่อนก็ควรต้องสะอาดสะอ้านด้วย ดังนั้นเราจึงควร ทำความสะอาดห้องนอน เป็นประจำ

12 ขั้นตอน ทำความสะอาดห้องนอน

1.ถอดผ้าม่านไปซัก – ถ้าห้องนอนคุณมีผ้าม่านอยู่ก็ควรถอดไปซักก่อนเลยก่อน ถ้าเราซักเสร็จเร็ว เราก็สามารถตากแดดได้นานๆ แล้วถ้าแดดแรงๆ แล้วเครื่องซักผ้าสามารถปั่นรอบสูงๆได้ ในตอนเย็นม่านก็จะแห้งจนสามารถนำกลับมาติดตั้งแล้วได้ สำหรับห้องนอนที่ใช้มู่ลี่ ก็ให้นำมู่ลี่ไปล้างน้ำ แล้วตากแดด

2. ถอดปลอกหมอน ปลอกผ้าห่มและผ้าปูที่นอนไปซัก – โดยส่วนตัวต้องการให้ปลอกหมอน ปลอกผ้าห่ม รวมถึงไปผ้าปูที่นอนมีความสะอาดมากที่สุด เพราะว่าใบหน้าของเรา แม้จะหน้าด้านบ้างแต่ก็ต้องไปสัมผัสกับผ้าปูและปลอกหมอนบ่อยๆ ดังนั้นถ้าสามารถทำได้แนะนำให้ซักด้วยน้ำร้อนๆเลย เพราะเครื่องซักผ้าฝาหน้าส่วนใหญ่สามารถกำหนดอุณหภูมิได้ ให้ตั้งมากกว่า 60 องศาเลย

3. นำเครื่องนอนไปตากแดด – นำหมอน หมอนข้าง ผ้าห่ม ตุ๊กตา และอื่นๆ ไปตบและตากแดดจัดๆ

4. นำที่นอน ไปตบและตากแดดจัดๆ  และตอนที่จะนำมาวาง ต้องกลับด้านที่นอนด้วยน่ะ

5. เช็ดฝุ่นจากบนลงล่าง – ตอนนี้ห้องนอนของเราก็ควรที่จะไม่มีเครื่องนอนกันแล้ว ตอนนี้เรามาลุยทำความสะอาดกันต่อเลย โดยทำความสะอาดจากบนลงล่าง เช่น ทำความสะอาดหลังตู้เสื้อผ้าก่อน หรือโคมไฟ เป็นต้น

6. เช็ดหน้าต่าง มุ้งลวด และประตู – หลังจากที่เช็ดหน้าต่างเสร็จ อาจจะพบว่าห้องนอนสว่างขึ้นอีกเยอะเลย ฮ่าๆๆๆ

7. จัดชั้นวางของ ชั้นวางหนังสือ และหัวเตียง – เช็ดของต่างๆ และชั้นวาง ขั้นตอนนี้ขอเตือนว่า ตอนที่เราไปหยิบของมาเช็ดบางทีจะไปเจอของเก่าๆ หนังสือเก่าๆ หรือรูปเก่า แล้วเราจะนึกถึงความหลังครั้งเก่า ทำให้หยุดไปนั่งอ่านหนังสือ หรือไปนั่งดูรูปเก่าๆจนเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ ถ้าไม่เชื่อไปลองทำดู

8. เช็ดหัวเตียง ขอบเตียง และใต้เตียง – ถ้าหัวเตียงเป็นผ้า เราก็ต้องตบๆ แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นต่อเลย เพื่อความสะอาด แต่ถ้าหัวเตียงไม่ใช้ผ้าก็เช็ดได้เลยจ๊ะ และอย่าลืมทำความสะอาดใต้เตียง กับด้านหลังหัวเตียงน่ะ พยายามใช้เครื่องดูดฝุ่นไปดูดในบริเวณที่แคบๆก็ได้

9. ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศ – ให้นำแผ่นกรองอากาศไปฉีดน้ำ และจะหาแปรงสีฟันเก่าๆที่ยังสะอาดมาแปรง ใบทำความเย็นด้วยก็ได้ แต่ต้องทำเบาๆมือน่ะจ๊ะ เพราะเดี๋ยวใบทำความเย็นจะล้มเอา

10. ทำความสะอาดพรม – ถ้าห้องนอนคุณมีพรม ก็ต้องดูดฝุ่นที่พรมหรือซักพรมด้วยน่ะ ซึ่งสำคัญมากๆเลย เพราะเจ้าพรมนี่ล่ะที่เป็นตัวเก็บฝุ่นเป็นอย่างดีเลย

11. กวาดห้อง ถูห้อง – ตอนที่ถูห้องนอนจะใช้น้ำยา Dettol ผสมด้วยจะดีมาก ต่อจากนั้นก็นำขยะต่างๆ จากการเช็ดชั้นวางของ และโต๊ะหัวเตียงไปทิ้ง ตอนนี้ห้องนอนของเราก็จะสะอาดสุดๆแล้ว แถมยังสว่างมากๆด้วย เพราะว่าไม่มีม่าน ฮ่าๆๆๆๆๆ ตาม Step แล้วตอนนี้จะใกล้เที่ยงแล้ว เราก็ควรจะพักก่อน เพื่อเติมพลังให้กับตัวเราเอง และให้แสงแดดฆ่าเชื้อในห้องนอนต่ออีก

12. หลังจากพักผ่อนแล้วก็นำเครื่องนอนที่ตากแดดไว้มาจัดวาง – อย่าลืมกลับเตียงน่ะจ๊ะ แล้วก็ถ้าผ้าม่านแห้งแล้วก็นำผ้าม่านมาติดได้เลย หรือถ้าที่บ้านมีม่าน 2 ชุดก็นำอีกชุดทำติดตั้งได้เลย แล้วก็จัดการใส่ปลอกหมอน จัดผ้าห่มให้เรียบร้อยเลย


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

วิธีเลือกอาหารทะเล ที่สดใหม่ และรสชาติที่ดี เพื่อมื้ออาหารที่ดีของเรา

วิธีเลือกอาหารทะเล
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

การเลือกซื้ออาหารทะเล ไม่ว่าจะเป็นปลา กุ้ง ปู หอย ปลาหมึก ฯลฯ จะต้องใช้ความพิถีพิถันใน การเลือกซื้อปลา การเลือกซื้อกุ้ง การเลือกซื้อหอย การเลือกซื้อปู เพราะการประกอบอาหาร หากใช้วัตถุดิบที่ไม่สดใหม่ อาจจะทำให้ปรุงอาหารออกมาไม่ได้คุณภาพ และ อร่อยถูกปากเท่าที่ควร วิธีเลือกอาหารทะเล สดอื่น ๆ ที่บอกเลยว่า “ดีที่สด” อย่างแน่นอน

วิธีเลือกอาหารทะเล ให้ได้ของสดใหม่

การเลือกปลา

เวลาเลือกซื้อปลาทะเล ให้ลองใช้นิ้วกดลงที่ตัวปลาเบาๆ แล้วปล่อยมือ ถ้าเนื้อปลายังสดอยู่ เวลากดเนื้อปลาจะไม่บุ๋มลงไปตามนิ้วมือ เนื้อปลาต้องแน่น รวมถึงเกล็ดปลาจะต้องแน่นไม่หลุดออก เหงือกปลามีสีชมพูสด หรือสีแดง ตาปลาต้องใสไม่ขุ่นมัว ลองดมกลิ่นต้องได้กลิ่นคาวของปลาทะเล ไม่มีกลิ่นเหม็นตุ ปลาทะเลบางชนิดมีตัวใหญ่ บางครั้งพ่อค้าแม่ค้าจะทำการแบ่งขายเป็นชิ้น วิธีการสังเกตให้ดูว่า สีของเนื้อปลาต้องมีสีสด เนื้อปลาไม่แห้ง และต้องไม่มีกลิ่นเหม็นตุ

การเลือกกุ้ง

วิธีเลือกซื้อกุ้งทะเลนั้นกุ้งที่สดหัวกุ้งและลำตัวต้องติดกันไม่หลุดออก ลำตัวกุ้งโค้งอ่อนและมีความยืดหยุ่นดี เปลือกกุ้งมีสีเข้มและแข็งไม่อ่อนยุ่ย ตากุ้งไม่หลุดและมีสีเข้ม

การเลือก ปลาหมึกสด

วิธีเลือกซื้อปลาหมึกสด ตัวปลาหมึกต้องมีลักษณะกลมไม่แบน เนื้อและหนวดของปลาหมึกต้องอยู่ครบและมีลักษณะแน่นแข็งไม่เละ เยื่อหุ้มที่ตัวไม่ฉีกขาด และต้องไม่มีน้ำหมึกของปลาหมึกไหลออกมาด้วย ตาปลาหมึกจะออกสีดำใสไม่ขุ่น ถ้าเป็นปลาหมึกกล้วยผิวจะไม่ออกสีแดง แต่ถ้าเป็นปลาหมึกหอมจุดที่ตัวต้องชัดเจน

การเลือก ปูทะเล

วิธีเลือกซื้อปูที่สด ให้เลือกปูที่มีน้ำหนักมาก กดที่ท้องปูต้องแน่นไม่ยุบ ตาปูต้องมีเป็นเม็ดกลม กระดองไม่แตกร้าว ก้ามปูอยู่ครบไม่หัก แต่โดยมากแล้วมักนิยมซื้อปูที่ยังมีชีวิตอยู่

ปูเนื้อ

-ปูที่มีเนื้อแน่นสด จะต้องดูที่น้ำหนักตัวของปู ไม่เบาจนเกินไป

-ให้สังเกตที่ตะปิ้งปูดี ๆ จะมีความเรียวและเป็นสามเหลี่ยมแหลม

-ให้ลองกดที่ตะปิ้งของปูเนื้อ ตะปิ้งจะแน่น กดแล้วไม่ยุบหรือกลวง ๆ

-ให้เลือกปูเนื้อที่มีกระดองแข็ง หากมีกระดองนิ่ม อาจหมายความว่าเป็นปูที่เพิ่งลอกคราบ เนื้อจะไม่แน่น เวลาเอาไปนึ่งจะคายน้ำออกมาเยอะนั่นเอง

ปูไข่ 

-ให้สังเกตที่น้ำหนัก จะต้องไปเบา แต่มีน้ำหนัก

-ตะปิ้งของปูไข่จะมีสีเข้ม และค่อนข้างนูนกว่าตะปิ้งของปูเนื้อ เมื่อกดตะปิ้งจะแน่น ไม่ยุบ

-ให้ลองเคาะกระดองปู จะรู้สึกแน่น ๆ ไม่กลวง หากกลวงนั่นหมายความว่าปูมีไข่น้อย

-สีของปูไข่จะออกเทา อมน้ำตาล ไม่ควรเลือกซื้อปูไข่ที่มีปลายขาเป็นสีฟ้า

-ห้ามซื้อปูไข่ที่มีไข่ออกมานอกกระดอง เพรานั่นเป็นไข่ที่พร้อมเพาะพันธุ์ให้เป็นลูกปูแล้ว ไข่จะไม่อร่อย แถมเนื้อก็ไม่อร่อยอีกด้วย


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

วิธีเลือกไข่ไก่ ให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพดี เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลาย

ไข่ไก่จัดเป็นอาหารหลักของหลายครอบครัว เพราะนำมาปรุงอาหารได้ง่าย และสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน อย่างในเวลาอาหารมื้อเช้า ไข่เป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อย นอกจากนี้แล้ว ไข่ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์หลายอย่าง เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลาย ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้นแล้ว ใครอยากมีสุขภาพดีควรรับประทานไข่เป็นประจำ แต่ควรเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสม ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป หรือน้อยจนเกินไป แต่จะให้ดี ไข่ไก่ที่นำมาปรุงเป็นอาหารควรเลือกเป็นไข่สด เพื่อให้มีคุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วน โดย วิธีเลือกไข่ไก่ ให้สดใหม่ นั้นสามารถสังเกตลักษณะต่างๆ ของไข่ไก่ได้ดังนี้

วิธีเลือกไข่ไก่ ให้ได้ไข่ที่มีคุณภาพดี

เกรด

1.เกรด AA – ไข่ไก่มีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่และคัดเกรดตามคุณภาพและรูปลักษณ์ เกรด AA นั้นจะเป็นไข่ไก่ที่มีคุณภาพดีที่สุด เนื่องจากมีเปลือกที่แข็งแรง ไข่ขาวเนื้อแน่นและไข่แดงกลม

2.เกรด A – จะมีคุณภาพลดหลั่นลงมา แต่ไข่ขาวยังคงมีเนื้อแน่นพอสมควร ไข่ประเภทนี้สามารถพบได้ทั่วไปในซูเปอร์มาร์เก็ต

3.เกรด B – ไข่ไก่เกรด B จะมีไข่แดงที่มากกว่าไข่ขาว อาจเป็นหลุมหรือเปื้อน มีรอยด่าง

4.เกรด C – เป็นไข่ไก่เกรดต่ำสุด ไข่ขาวเหลวเป็นน้ำ

ขนาดของไข่

หากเลือกไข่ในเบอร์เดียวกัน ควรเลือกไข่ที่มีขนาดกลมอ้วน มากกว่าไข่ที่เป็นทรงเรียวรี เพราะเนื้อด้านในจะน้อยกว่า

สีของไข่

ควรเลือกไข่ที่เปลือกภายนอกเป็นสีนวล เพราะไข่เก่าที่ใกล้จะเน่าจะมีจุดสีเทาๆ ขาวๆ ดำๆ อยู่ที่เปลือก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าสังเกตดีๆ อาจจะมีสีคล้ำอยู่ด้วย คนส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่า ไข่ไก่ที่มีเปลือกสีขาวมาจากฟาร์มที่คุณภาพต่ำ อย่างไรก็ตามความเป็นจริงก็คือ สีของเปลือกไข่ไม่ได้กำหนดรสชาติหรือคุณค่าทางโภชนาการ มันเป็นเรื่องของพันธุกรรมเท่านั้น สีของไข่แดงต่างหาก ที่สามารถบ่งบอกถึงโภชาการและคุณภาพของไข่ไก่ใบนั้น ๆ ได้

เขย่าไข่ก่อนซื้อ

ถ้าเขย่าไข่แล้วมีการสั่นคลอนด้านในแสดงว่าเป็นไข่เก่า แต่ถ้าเป็นไข่ใหม่เนื้อภายในจะยังแน่นและติดอยู่ที่เปลือกเวลาเขย่าไข่ด้านในจะไม่เคลื่อนไปมา

นำไข่ไปแช่น้ำ

หากนำไข่ไปแช่น้ำ ไข่ใหม่จะจมลงไปข้างล่าง ส่วนไข่เก่าจะลอยอยู่สูงกว่าครึ่งนึงของภาชนะ แต่ถ้าไข่ลอยขึ้นมาเหนือน้ำแสดงว่าไข่น้ำ ไม่ควรนำมากิน

ยกไข่ขึ้นส่องกับแสงแดด

ถ้ายกไข่ไก่ส่องกับแสงแดด หรือแสงสว่าง หากเป็นไข่ใหม่จะมีลักษณะโปร่งแสง เวลาหมุน ไข่แดงที่อยู่ด้านในจะหมุนตาม แต่หากส่องแล้วมีจุดสีเหลือง หรือเทาภายในฟองไข่ แสดงว่าไข่ไก่ฟองนั้นมีการปนเปื้อน ไม่ควรซื้อมาประกอบอาหาร

สังเกตหลังจากการตอกไข่ออกมา

ไข่ใหม่ เมื่อตอกไข่ออกมาแล้ว ไข่แดงจะมีลักษณะกลมนูน และมีเยื่อของไข่ขาวเกาะอยู่ที่รอบไข่แดง แต่ไข่เก่า ไข่แดงจะกลม แต่มีลักษณะแบน ส่วนไข่ขาวจะเหลวและไม่จับตัวกันเป็นลิ่ม


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

วิธีเลือกเก้าอี้ทำงาน เพราะชั่วโมงการทำงานในแต่ละวัน ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง

เพราะชั่วโมงการทำงานในแต่ละวัน ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ดังนั้นการเลือกเก้าอี้จึงมีส่วนสำคัญมาก รวมถึงการหาอุปกรณ์เสริมต่างๆ เข้ามาช่วยเพื่อให้การนั่งทำงานถูกสรีระย่อมช่วยให้ห่างไกลจากอาการปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ และปัญหาเกี่ยวกับกระดูกต่างๆ เราจึงมี วิธีเลือกเก้าอี้ทำงาน มาแนะนำ

วิธีเลือกเก้าอี้ทำงาน

1. เลือกเก้าอี้ที่สามารถปรับอิริยาบทได้

ชาวออฟฟิศนั้นไม่ควรอย่างยิ่ง หากจะเลือกเก้าอี้ทรงสวยสีสันถูกใจ แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนอิริยาบทได้ ตั้งตรงแข็งทื่อ เรียกว่าไม่เหมาะเลย ถ้าต้องนั่งระยะเวลานานๆ เพราะจะทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังของคุณเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ดังนั้นเก้าอี้ที่ดีควรมีลักษณะที่สามารถเคลื่อนไหว ปรับเปลี่ยนท่วงท่าในการนั่งได้ อาจเลือกที่มีลักษณะที่สามารถหมุนโยก หรือสามารถปรับเอนได้จึงจะดี

2. ดูความสูงเก้าอี้ 

โดยเก้าอี้ที่ใช้ในการทำงาน ของพนักงานออฟฟิศ ส่วนใหญ่จะมีขนาดประมาณ 38-43 เซนติเมตร ส่วนวิธีดูความสูงของเก้าอี้ว่าเหมาะสำหรับนั่งทำงานหรือไม่ ให้ลองวางมือของคุณเองลง และต้องปรับความสูงของเก้าอี้ ให้สามารถวางแขนบนโต๊ะได้อย่างสบาย เท้าวางแนบกับพื้น นั่งแล้วขาไม่ลอย ซึ่งอาจสังเกตได้จากเวลานั่ง ก็ควรให้ระดับเข่า สูงกว่าสะโพกแค่เพียงเล็กน้อย

3. เบาะวัสดุด้านในสำคัญเหมือนกัน

เบาะนั่งภายในแน่นอนว่ามีทั้งฟองน้ำ หรือโฟม หลายรูปแบบ แต่ถ้ามองหาวัสดุด้านในเบาะที่ดีที่สุด นั้นเรียกว่าฟองน้ำ ( Memory Foam ) ซึ่งจะมีคุณสมบัติเหมือนกันกับฟองน้ำ ที่นิยมใช้ทำเตียงราคาสูงนั่นเอง ซึ่งวัสดุดังกล่าว จะสามารถป้องกันการกดทับของเส้นเลือดที่ขา จากการที่ชาวออฟฟิศต้องนั่งเป็นระยะเวลานานๆ ได้ ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี ถึงแม้ว่าจะมีราคาที่แพงกว่าแบบทั่วไป แต่เพื่อสุขภาพ และการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ก็ถือว่าคุ้มค่าเหมือนกัน

4. พนักพิงต้องพอดี

ส่วนใหญ่แล้วเก้าทำงานต้องมีพนักพิง ซึ่งถือว่าถูกต้องอย่างยิ่งแล้ว เพราะการนั่งเก้าทำงานยาวนานโดยไม่มีพนักพิง จะส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อส่วนหลัง ซึ่งรูปแบบเก้าอี้ที่มีพนักพิงที่ดีนั้น ควรมีลักษณะเอนไปด้านหลังเพียงเล็กน้อย คุณอาจวัดจากเบาะรองนั่งกับพนักพิง ซึ่งควรที่จะอยู่ประมาณ 110 องศา ต่อมา ก็ควรคำนึงอีกอย่างว่า พนักพิงที่ดีนั้น ควรมีความสูงเพียงระดับไหล่ หากต่ำกว่านั้นเล็กน้อยอาจพอได้ แต่ถ้าสูงกว่าไหล่อาจไม่เหมาะกับการนั่งนานๆ เท่าไหร่ ที่สำคัญควรทดลองนั่ง รวมถึงปรับระดับว่าเข้ากับสรีระ ก่อนเลือกซื้อ

5. ตรวจสอบน้ำหนักของเก้าอี้ดูก่อนนะ

เก้าอี้ที่ดี และได้มาตรฐานจะต้องมีน้ำหนักที่หนักพอสมควร รวมถึงจะต้องมีฐานล้อกว้างกว่าลำตัวคุณด้วย เนื่องจากเวลาที่คุณถ่ายเทน้ำหนักไปด้านหลัง จะได้ไม่หงายเงิบ! เก้าอี้ที่ได้มาตรฐาน และดีที่สุดจะต้องมีความแข็งแรง เวลาเลือกซื้อมาใช้นั่งทำงานคุณจำเป็นต้องทดสอบด้วยตัวเองเลย หลักง่ายๆ คือถ้าทดสอบนั่งให้เอนหลังแล้ว เก้าอี้ที่ควรเลือกจะไม่ทำให้หงายหลัง เก้าอี้ที่ได้มาตรฐานคือจริงๆ คุณจะรู้สึกได้ว่าเวลาเอนตัวสุดแล้ว มันจะเหมือนกับว่าคุณเกือบจะนอนได้เลย แบบนี้ถือว่าดีเพราะมีความปลอดภัยอีกด้วย


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การเลือกที่นอน

การเลือกที่นอน

เรื่องของที่นอน เป็นเรื่องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะคนเราใช้เวลากับการนอนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง หรือคิดเป็นเวลา 1 ใน 3 ของชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของ อาการปวดหลัง ปวดคอ หรือนอนไม่หลับ จนเกิดอาการเรื้อรัง หรือบางคนถึงกับกระดูกสันหลังมีปัญหาระยะยาวก็มีให้เห็นมาแล้ว สาเหตุเหล่านี้อาจเกิดจากที่นอนที่เราใช้นอนอยู่ทุกคืนก็เป็นได้ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเลือกที่นอนที่สามารถสร้างทั้งความสบาย รองรับสรีระที่เหมาะสม เป็นมิตรต่อกระดูกสันหลังและสุขภาพของเรา แต่ที่นอนแบบไหนดีที่จะสามารถตอบโจทย์การนอนของคุณได้ เรามีคำแนะนำใน การเลือกที่นอน มาบอก

รู้จักที่นอนแต่ละแบบ

1-ที่นอนสปริง 
ที่นอนสปริง มีความยืดหยุ่นสูง ยุบตัวคืนตัวได้ดี ให้ความรู้สึกนุ่มเด้ง โดยลักษณะเหล่านีเกิดขึ้นจากสปริงที่อยู่ภายในที่นอน ซึ่งที่นอนสปริงมีด้วยกันหลายประเภทแบ่งตามรูปแบบดังนี้

ข้อดีของที่นอนสปริง

  • มีความยืดหยุ่นสูง รองรับน้ำหนักได้ดี
  • น้ำหนักเบา ทำความสะอาดสะดวกสบาย
  • ราคาไม่สูง

ข้อเสียของที่นอนสปริง

  • หากใช้ไปในระยะเวลานานจะเกิดการยุบตัวของสปริง ทำให้เกิดเสียงดังรบกวนเวลานอน

2-ที่นอนแบบฟองน้ำ(FOAM)
ทำมาจากฟองน้ำที่อัดแน่นมาเป็นพิเศษ ทำให้ที่นอนมีความแน่น แต่ยังสามารถยืดหยุ่น รองรับสรีระได้ดี ไม่ยุบตัว ลดอาการปวดหลัง มีด้วยกันหลายประเภท

ข้อดีของที่นอนฟองน้ำ

  • เนื้อสัมผัสของที่นอนแน่นพอดี ไม่นิ่มจนเกินไปเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบนอนที่นอนนิ่ม
  • ราคาไม่สูง
  • มีน้ำหนักที่เบาทำความสะอาดง่าย

ข้อเสียของที่นอนฟองน้ำ

  • หากเปียกน้ำ ที่นอนจะดูดซึมน้ำเร็ว อาจก่อให้เกิดความชื้นได้
  • เมื่อใช้ไปในระยะเวลานาน ที่นอนจะยุบตัว ส่งผลให้มีโอกาสปวดหลังตามมาได้

3-ที่นอนแบบยางพารา(LATEX)
มีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดหลัง รองรับการเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ และเหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้เพราะไม่เก็บความชื้นและฝุ่น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ   ยางพาราแบบทั่วไป (Natural Latex) และ ที่นอนยางพาราแท้ 100% (Authentic Natural Latex)

ข้อดีของที่นอนยางพารา

  • ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง
  • รับแรงกดทับได้มาก
  • ระบายอากาศได้ดี ไม่เก็บกักความชื้นและฝุ่น
  • กระจายน้ำหนักทุกส่วนของที่นอน ส่งผลให้รองรับสรีระของผู้นอนได้ดี

ข้อเสียของที่นอนยางพารา

  • มีน้ำหนักมาก ส่งผลให้ดูแลความสะอาดลำบาก เช่น ยกที่นอนเพื่อเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เป็นต้น
  • ขณะใช้ใหม่กลิ่นยางของที่นอนค่อนข้างแรง
  • ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับที่นอนประเภทอื่น

วิธี การเลือกที่นอน

1. เลือกขนาดที่นอน (ตามขนาดลำตัว)

ที่นอนขนาด Single Size

Single Size คือที่นอนขนาด 3 ฟุต (กว้าง 105 เซนติเมตร ยาว 198 เซนติเมตร) เหมาะสำหรับคนนอนแค่คนเดียว เนื่องจากความกว้างมีไม่มากพอ สำหรับการนอนสองคน

ที่นอนขนาด Queen Size

Queen Size คือที่นอนขนาด 5 ฟุต (กว้าง 150 เซนติเมตร ยาว 198 เซนติเมตร) เหมาะสำหรับการนอน 1-2 คน

ที่นอนขนาด King Size 

King Size คือที่นอนขนาด 6 ฟุต (กว้าง 180 เซนติเมตร ยาว 198 เซนติเมตร) สามารถนอนได้ 2-3 คน

2. เลือกที่นอนกับขนาดของห้อง

การเลือกขนาดของที่นอนควรเลือกให้สัมพันธ์กับขนาดข้องห้อง เช่น หากคุณอาศัยในคอนโดขนาดเล็ก การเลือกใช้ที่นอนขนาด King Size อาจเป็นการใช้พื้นที่มากเกินไป จนเบียดเบียนเฟอร์นิเจอร์อย่างอื่น เช่น โต๊ะทำงาน, ตู้เสื้อผ้า

ถ้าหากอาศัยอยู่คนเดียวหรือมีห้องนอนหลักเพียงห้องเดียวอาจใช้เป็นที่นอน Single Size เพื่อความเหมาะสมกว่า

3. เลือกที่นอนให้เหมาะกับวัย

ผู้สูงอายุ

ที่นอนสูงอายุ ควรเลือกฟูกที่ค่อนข้างแข็งและหนา โดยความสูงของที่นอนไม่ควรสูงเกินไป ทั้งนี้การเลือกที่นอนสำหรับผู้สูงอายุ ควรเลือกที่นอนที่มีความกว้างมากพอให้พลิกตัวได้ อย่างที่นอนขนาด Queen Size ขึ้นไป

เด็กอ่อน

ที่นอนที่เหมาะสำหรับเด็กอ่อน ควรเป็นที่นอนเด็กอ่อนโดยเฉพาะ ต้องที่กั้นเพื่อป้องกันเด็กตก แต่ทั้งนี้ที่กั้นไม่ควรมีช่องว่างเนื่องจากมีโอกาสที่ศีรษะของเด็กจะเข้าไปติดในช่องว่างได้

4. เลือกที่นอนจากน้ำหนัก

ที่นอนที่ดีไม่ควรนิ่มและแข็งจนเกินไป แต่ควรจะเลือกที่นอนจากน้ำหนักตัวผู้ใช้งาน โดยการเลือกที่นอนจากน้ำหนักสามารถช่วยลดอาการปวดหลังได้ เช่น คนที่มีน้ำหนักมาก รูปร่างใหญ่ จะเหมาะกับที่นอนที่มีความหนาแน่นสูง เพื่อรองรับน้ำหนัก ป้องกันการยุบตัวของที่นอน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการปวดหลัง

5. เลือกจากค่าความหนาแน่น

สำหรับค่าความหนาแน่นของที่นอน (Density) จะเกี่ยวข้องต่อกับการรับน้ำหนักของผู้ใช้ ยิ่งค่าความหนาแน่นมากจะสามารถรับน้ำหนักได้มาก ซึ่งค่าความหนาแน่นจะเริ่มต้นตั้งแต่ 70-110 KG/m3

6. เลือกจากการใช้งาน

การใช้งานในที่นี้จะให้ความสำคัญที่จำนวนผู้นอน หากบ้านไหนที่นอนด้วยกันหลายคนบนที่นอนอันเดียว ควรหลีกเลี่ยงการใช้ที่นอนแบบสปริง มาใช้ที่นอนยางพาราแทน เพื่อลดการเกิดเสียงเวลาพลิกตัว อันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่รบกวนการนอนหลับของคนข้างๆ


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลระบบย่อยอาหาร ให้ดีนั้นจะมีผลดีกับร่างกายอย่างมาก

ระบบย่อยอาหาร มีหน้าที่เปลี่ยนอาหารที่บริโภคเข้าไปให้กลายเป็นพลังงาน เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ รวมทั้งขับกากอาหารหรือของเสียออกนอกร่างกายผ่านทางทวารหนัก โดยอวัยวะในระบบย่อยอาหารประกอบด้วยปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ระบบย่อยอาหารถือเป็นอีกระบบที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะเป็นระบบที่จะนำสารอาหารจากอาหารที่เรารับประทานเข้า ไปเลี้ยงยังอวัยวะต่างๆในร่างกายให้แข็งแรง หากระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติแล้วจะส่งผลโดยรวมต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และยังผลโดยตรงต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย ดังนั้น การดูแลระบบย่อยอาหาร ให้ทำงานได้เป็นปกติ นั้นไม่ใช้เรื่องยาก แค่คุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม

อวัยวะอะไรบ้างที่อยู่ในระบบย่อยอาหาร?

โดยทั่วไปทางเดินอาหารของมนุษย์จะมีความยาวประมาณ 7 เมตรครึ่ง หรือ 25 ฟุต ประกอบด้วยอวัยวะมากมายที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีอวัยวะดังนี้

1-ปาก

ปากคือด่านแรกของระบบย่อยอาหาร เพราะเมื่อเราหยิบอาหารเข้าปาก อวัยวะภายในช่องปาก ก็จะเริ่มช่วยกันย่อยอาหารทันที

2-คอหอย 

เป็นท่ออยู่หลังหลอดลม และปาก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอาหาร จากปากไปยังหลอดอาหาร ตรงส่วนนี้จะไม่มีการย่อยใดๆ เกิดขึ้น

3-หลอดอาหาร

เป็นกล้ามเนื้อเรียบอยู่ต่อจากคอหอย มีความยาวประมาณ 23-25 เซนติเมตร ทำหน้าที่คอยรับอาหารจากคอหอย และส่งต่อไปยังกระเพาะอาหาร

4-กระเพาะอาหาร

 มีลักษณะเป็นถุงใหญ่ มีขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่หากทานอาหารเข้าไปจะสามารถขยายตัวได้ถึง 10-40 เท่า โดยภายในกระเพาะอาหาร จะมีลักษณะเป็นลูกคลื่น และใช้วิธีบีบตัวเพื่อทำให้อาหารคลุกเคล้ากับน้ำย่อย ที่ผลิตออกมาช่วยย่อยอาหาร ก่อนจะส่งผ่านอาหารต่อไปยังลำไส้เล็ก

5-ลำไส้เล็ก

ลำไส้เล็กเป็นอวัยวะสำคัญของระบบย่อยอาหาร เพราะอาหารส่วนใหญ่จะถูกย่อย และดูดซึมในลำไส้เล็ก ดังนั้น ผนังของลำไส้จึงมีลักษณะขรุขระเป็นปุ่มๆ ไม่เรียบ เรียกว่า “วิลลัส” (Villus) มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ ที่ยื่นออกมาจากผนังลำไส้เล็ก หรือเรียกว่า “ปุ่มซึม” มีประมาณ 5 ล้านอัน ทำหน้าที่เพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมอาหาร ภายในปุ่มมีเส้นเลือดฝอยมากมาย เพื่อรับอาหารที่ถูกย่อยแล้วดูดซึมเข้ามา

6-ลำไส้ใหญ่

เป็นหนึ่งในอวัยวะของระบบย่อยอาหาร แต่ไม่ได้มีหน้าที่ย่อยอาหาร เพราะลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่เก็บกากอาหาร ดูดซึมน้ำให้ออกจากกากอาหาร เหลือของเหลวไว้ประมาณ 150 มิลลิลิตร ส่วนที่เหลือจะถ่ายออกไปเป็นอุจจาระ โดยกากอาหารจะอยู่ในลำไส้ใหญ่นาน 12-24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ลำไส้ใหญ่ยังมีหน้าที่ดูดน้ำตาลกลูโคส ที่ยังเหลืออยู่ในกากอาหาร ให้ดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด

7-ลำไส้ตรง

เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการเปิดปิดของทวารหนัก ทำหน้าที่เก็บกากอาหาร บริเวณนี้จะอุดมไปด้วยจุลินทรีย์ และเซลลูโลส

8-ทวารหนัก

อวัยวะส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ เป็นช่องแคบ ๆ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ทำหน้าที่ขับถ่ายอุจจาระ ภายในประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบ และกล้ามเนื้อหูรูด 2 แห่ง คือ หูรูดภายใน (Internal Sphincter) และหูรูดภายนอก (External Sphincter) ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อลาย ทำหน้าที่ปิดกักกากอาหารไว้ เมื่อต้องการขับถ่ายกากอาหารหูรูดเหล่านี้ก็จะหย่อนยอมให้กากอาหารผ่านออกไปได้

นอกจากออวัยวะดังกล่าวแล้ว ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน ก็ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารด้วย

เราจะเห็นได้ว่าในระบบย่อยอาหารของคนเรานั้น เกียวข้องกับอวัยวะหลากหลายส่วน ซึงการมองข้าม และขาดการดูแลระบบย่อยอาหาร จะกระทบ กับร่างกายของเราได้อย่างมาก

การดูแลระบบย่อยอาหาร ที่ดีควรทำอย่างไร ?

รับประทานอาหารให้เป็นเวลา

การรับประทานอาหารให้เป็นเวลาทั้งสามมื้อ จะช่วยรักษาระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ หากเรารับประธานอาหารไม่เป็นเวลาจนน้ำย่อยหลั่งออกมา แต่ไม่มีอาหารอยู่ในกระเพราะ น้ำย่อยที่หลั่งออกมา จะย่อยกระเพราะอาหารแทนอาหาร อาจทำให้เกิดแผลในกระเพราะอาหาร หรืออาจทำให้เกิดโรคกระเพราะ ตามมาในอนาคต และนอกจากนี้การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา จะทำให้ระบบย่อยอาหารไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากน้ำย่อยไม่ได้หลั่งออกมา ในเวลาที่มีอาหารอยู่ อาจทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย หรือกรดไหลย้อนตามมา

รับประทานอาหารให้หลากหลาย

การรับประทานอาหารให้หลากหลาย จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น เพราะอวัยวะต่างๆ ในระบบย่อยอาหาร มีหน้าที่ในการย่อยอาหารแต่ละประเภท ที่แต่ต่างกันไปเช่น กระเพราะอาหารจะทำการย่อยโปรตีน ส่วนลำไส้เล็กจะทำการย่อยน้ำตาล เป็นต้น ดังนั้นการรับประทานอาหารที่หลากหลาย จะช่วยให้อวัยวะต่างๆ ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ

รับประทานอาหารที่สะอาด และย่อยง่าย

การรับประทานอาหารที่สะอาด และถูกหลักอนามัย จะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ในระบบย่อยอาหารไม่ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นโรคร้ายแรงอีกหนึ่งโรค การรับประทานอาหารควรเลือกที่ปราศจากสารเคมีตกค้าง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร การรับประทานอาหารควรเลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ความสะอาดของภาชนะ บรรจุภัณฑ์ หรือแม้แต่ร่างกายของเรา ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญในการป้องกันโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือได้รับสารพิษจากระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี อีกอย่างหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยง คือการรับประทานอาหารรสจัด จะส่งผลเสียโดยตรงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหารได้เช่นกัน

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังกาย และการพักผ่อนอย่างเหมาะสม และเพียงพอจะช่วยให้ระบบทุกส่วนของร่างกายทำงานเป็นปกติ ดังนั้นนอกจากการรับประทานอาหารแล้ว สองสิ่งนี้ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลระบบย่อยอาหารไม่แพ้กัน

ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด 

พราะถ้าเครียดจะทำให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ลำไส้หดตัวมากกว่าปกติ

จากทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าระบบย่อยอาหารนั้นมีความสำคัญ กับร่างกายนี้เป็นอย่างมากมาย ใครที่ต้องการร่างกายที่ดี และสุขภาพที่ก็ไม่อาจจะละเลยการดูแลระบบย่อยอาหารของเราได้


พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com

การดูแลรักษาตา ให้วิสัยทัศน์ของดวงตาคมชัด อยู่คู่กับอวัยวะส่วนอื่นๆได้ตลอดไป

ดวงตาของคนเรามีความละเอียดอ่อน และต้องการดูแลเป็นพิเศษ ด้วยปัญหาเกี่ยวกับดวงตาสามารถป้องกันได้ไม่ยาก หากคุณมีนิสัยการดูแลสุขภาพที่ดี และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน น่าแปลกใจว่าวิธีการดูแลก็สามารถทำได้ง่ายๆ แต่ผู้คนมักมองข้ามความสำคัญของดวงตาไป จึงทำให้ละเลยและไม่ใส่ใจดูแลดวงตาเท่าที่ควร ยิ่งเมื่ออายุมากขึ้นบวกกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ทำให้ดวงตาเหนื่อยล้า และเสื่อมก่อนวัยได้ง่าย เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพดวงตา และให้วิสัยทัศน์ของดวงตาคมชัด อยู่คู่กับอวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ตลอดไป นี่คือวิธีใน การดูแลรักษาตา ของคุณในทุกวัน ที่ควรทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วน

สุขภาพดวงตาที่ดีเริ่มจากอาหารที่เรารับประทาน การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ลูทีน ซิงค์ วิตามินซี วิตามินอี จะช่วยชะลอ หรือลดการเกิดโรคทางสายตา เช่น โรคจอตาเสื่อม (Macular Degeneration) และโรคต้อกระจก (Cataracts)  แหล่งสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพดวงตา เช่น

ผักโขม หรือผักใบเขียวเข้มอื่น ๆ  

ปลาแซมอน ปลาทูน่า หรือเนื้อปลาที่มีกรดไขมันจำเป็นสูง

ไข่ ถั่ว โปรตีนที่ไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์

ส้ม ผลไม้หรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยว

หอยนางรม เนื้อหมู สัตว์ปีก

ธัญพืช

ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ซึ่งมีสารเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท

ใช้อุปกรณ์กันแดดเพื่อป้องกันอันตรายจากแสง UV

การสัมผัสกับแสงแดด และรังสียูวี จะเพิ่มความเสี่ยงในการเสื่อมสภาพของดวงตา อาจทำให้กระจกตาได้รับอันตรายจากแสงแดด และรังสียูวี ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน ควรสวมแว่นตากันแดดเพื่อปกป้องดวงตา หรือหากไม่สะดวก ควรสวมหมวกปีกกว้าง หรือร่ม เพื่อช่วยบดบังแสงแดด ที่อาจรบกวนสุขภาพของดวงตา

หลีกเลี่ยง หรือดื่มแอลกอฮอล์อย่างจำกัด

ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ในแต่ละวันควรอยู่ในระดับที่พอดี เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางสายตาอย่างโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (Age-Related Macular Degeneration: AMD) และปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ ให้น้อยลง โดยทั่วไป ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เกิน 14 หน่วยมาตรฐานต่อสัปดาห์ และควรกระจายการดื่มออกเป็นหลาย ๆ วัน หรืออาจลองงดดื่มแอลกอฮอล์ลงบางวัน

ดื่มน้ำ

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย รวมทั้งดวงตา หากคุณดื่มน้ำมากเพียงพอในแต่ละวัน ก็จะช่วยให้ดวงตาชุ่มชื่น และเป็นการป้องกันดวงตาไม่ให้แห้ง และลดระคายเคืองในระหว่างวันได้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา

หากคุณมีนิสัยชอบขยี้ตา ควรเลิกพฤติกรรมนี้ เพราะมือเมื่อสัมผัสกับสิ่งต่างๆ แล้ว ก็จะมีสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และเชื้อโรคจำนวนมากติดอยู่ที่มือ เมื่อนำมาขยี้ตา หรือสัมผัสโดนตา อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือติดเชื้อได้

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เป็นผลเสียต่อดวงตา และสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ โรคต้อกระจก อาจทำลายเส้นประสาทตา จนสามารถทำให้ตาบอดได้ในอนาคต

ดูแลระยะห่างของจอคอมพิวเตอร์

จอคอมพิวเตอร์ควรวางตำแหน่งที่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศา การวางจอคอมพิวเตอร์ในระยะที่เหมาะสม ให้ห่างจากสายตาประมาณ 25 นิ้ว จะช่วยลดความเครียดของดวงตา นอกจากนี้ควรดูแลเรื่องแสงสว่างให้เพียงพอ ไม่สว่าง หรือมืดจนเกินไป เพราะอาจทำให้ดวงตาอ่อนล้าง่าย และเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับดวงตามากยิ่งขึ้น

พักสายตาจากหน้าจอ

การมองจอคอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอาการตาล้า ตามัว ตาแห้ง ปวดศีรษะ มีปัญหาในการปรับโฟกัสให้มองเห็น ไปจนถึงรู้สึกปวดบริเวณคอ ไหล่ หรือหลัง เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีอาการตาแห้ง ควรกระพริบตา หรือพักสายตาชั่วครู่ จากหน้าจอทุกๆ 20 นาที เป็นเวลา 20 วินาที โดยให้มองออกไปไกลประมาณ 20 ฟุต และมีการขยับเคลื่อนไหวร่างกายทุกๆ 2 ชั่วโมง อาจเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างวันบ่อยๆ เช่นลุกเดิน และไม่ควรนั่งแช่หน้าจอตลอดทั้งวัน รวมไปถึงปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือถืออุปกรณ์ เพื่อให่อยู่ในท่าที่ถูกต้อง

ป้องกันดวงตาเมื่อต้องทำกิจกรรม หรืองานที่มีความเสี่ยง

กีฬา หรืองานบางประเภท มีความเสี่ยงทำให้ดวงตาได้รับอันตราย เช่น การบาดเจ็บที่ดวงตาจากการเล่นกีฬา การทำงานในโรงงานและสถานที่ก่อสร้าง หรืองานซ่อมแซมบ้านเล็กๆ น้อยๆ อย่างการตอกตะปู ใช้สเปรย์ การเชื่อม ก็สามารถเกิดอุบัติเหตุกับดวงตาได้ ดังนั้น การสวมแว่นตา หรืออุปกรณ์ป้องกัน ที่ออกแบบมาเพื่อกิจกรรมเหล่านั้น จะลดอันตรายที่เกิดกับดวงตาให้น้อยลง ซึ่งเลนส์แว่นตาส่วนใหญ่จะทำมาจากโพลีคาร์บอเนต มีความเหนียว และแข็งแรงมากกว่าพลาสติกทั่วไปถึง 10 เท่า อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา

วิตามิน และเกลือแร่สำคัญที่ช่วยบำรุงสายตา

การได้รับวิตามิน และเกลือแร่อย่างครบถ้วน จะช่วยให้การทำงานของดวงตาเป็นไปตามปกติ และช่วยป้องกันการเกิดโรคของดวงตา แต่ด้วยวิถีการใช้ชีวิตเร่งรีบ ในสังคมปัจจุบัน ส่งผลให้การรับประทานอาหารเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ในแต่ละวันร่างกายได้รับวิตามิน และเกลือแร่ไม่เพียงพอ รวมไปถึงมีการใช้สายตาอย่างผิดวิธี โดยเฉพาะพฤติกรรมการทำงาน และการใช้ชีวิตที่มักจะเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตลอดทั้งวัน จึงควรมีการบริโภควิตามิน และเกลือแร่ที่มีความสำคัญต่อดวงตาเข้าไปเพิ่มเติม

ตรวจตาเป็นประจำ

การเข้ารับการตรวจตา พร้อมกับวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคทางดวงตา เพราะโรคบางโรคไม่สามารถสังเกต หรือบอกได้ในช่วงแรก เช่น โรคต้อกระจก โรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ โรคเบาหวานขึ้นตา การตรวจตา และวัดสายตาจึงเป็นวิธีเดียวที่ช่วยค้นหาโรคบางโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้สูง

การดูแลรักษาตา แม้จะดูเป็นเรื่องง่าย แต่กับยังมีผู้ป่วยทางสายตาอีกมากมาย เพื่อสุขภาพที่ดู เราควรเริ่มหันมาดูแลดวงตาของเราทันที

พบกับสาระ ความรู้ ข่าวสาร และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ไปกับเราที่ www.mustknowledge.com